กก.ผลกระทบกัญชาในเด็ก กังวล ปลดล็อกเสรี ทำตรรกะเยาวชนเปลี่ยนใช้ผิดมากขึ้น
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.65 พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) และเลขาคณะอนุกรรมการจัดทำข้อแนะนำและติดตามผลกระทบของกัญชาต่อเด็ก ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายงานผลกระทบจากการใช้กัญชาในเด็กและเยาวชนว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 21-26 มิถุนายน 2565 เพื่อรายงานไปยังราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ พร้อมรายงานผ่านเว็บไซต์ด้วย โดยคณะอนุกรรมการฯ ก็จะมีหมอเด็กทั่วประเทศ ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน
“เบื้องต้น ที่พบสัปดาห์ที่แล้ว 6 ราย ที่ได้เข้ารักษาในโรงพยาบาล (รพ.) แต่เชื่อว่ามีอีกหลายเคสที่ไม่ได้เข้า รพ. เพราะอาการไม่มาก แต่เราเป็นห่วงในทุกเคส ซึ่งเราถอดบทเรียนใน 1 สัปดาห์แรก คือ เคสเด็กอายุ 3 ขวบ ที่กินคุกกี้ผสมกัญชาแบบโฮมเมด แบบที่ไม่มีป้ายฉลากสินค้าติดไว้ และมีอีกรายหนึ่งที่เพิ่งเจอในสัปดาห์นี้ เป็นขนมเด็กที่ขายในชั้นวางสินค้าขนมเด็ก แต่มีป้ายฉลากที่ไม่ชัดเจน ทำให้เด็กและพ่อแม่ไม่รู้ว่ามีกัญชาผสมอยู่ ฉะนั้น เด็กเล็กๆ ควรได้รับการคุ้มครองในการบริโภคต่างๆ ด้วย” พญ.อดิศร์สุดากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงในรายงานพบว่า มีเด็ก 15-16 ปี ที่ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ทางคณะอนุกรรมการฯ คาดการณ์อย่างไรต่อไปบ้าง พญ.อดิศร์สุดากล่าวว่า หลังจากที่มีการปลดล็อกกัญชาก็จะต้องมีเด็กกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นแน่นอน ซึ่งก่อนหน้านี้ เด็กกลุ่มนี้มีการใช้กัญชาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเปิดเสรี เด็กจะใช้ตรรกะ มีการรับรู้ว่า กัญชาไม่อันตรายเพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ทำให้เด็กใช้กัญชามากขึ้น โดยการเสพของวัยรุ่นจะเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.สายดาร์ก ที่ใช้กัญชา กัญชงอยู่แล้ว เมื่อเปิดเสรีก็จะเป็นตามภาพข่าวที่จำหน่ายในย่านถนนข้าวสาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และ 2.การใช้แบบบุหรี่ยัดไส้ บุหรี่ไฟฟ้า อย่างตัวอย่างการศึกษาของสรัฐอเมริกา ที่พบว่าหลังเปิดเสรีกัญชา เด็กใช้กัญชามากกว่าบุหรี่
“กลายเป็นว่ากัญชาจะเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนบุหรี่ไปแล้ว แม้ว่าจะยังผิดกฎหมาย แต่เด็กจะมองด้านกฎหมายว่ากัญชาไม่ผิดแล้ว เมื่อก่อนจะหลบๆ ซ่อนๆ แต่ตอนนี้ก็เหมือนเอาของใต้ดินมาอยู่บนดิน ซึ่งการใช้กัญชาเป็นประตูไปสู่ยาเสพติดอื่นๆ” พญ.อดิศร์สุดากล่าว
เมื่อถามถึงเด็กที่ได้รับกัญชาแล้วทำร้ายตัวเอง เห็นภาพหลอนจากการใช้กัญชาอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาเสพติด พญ.อดิศร์สุดากล่าวว่า ส่วนใหญ่คนที่ใช้ยาเสพติดจะไม่ใช้ตัวเดียว จะใช้ร่วมกับอย่างอื่น เช่น ยาบ้า ซึ่งทางแพทย์ก็จะต้องส่งตรวจหาสารเสพติดอื่นๆ อย่างที่เน้นย้ำว่า หากใช้ไม่ระวัง เด็กก็จะเริ่มจากกัญชาและเป็นประตูเปิดไปสู่อย่างอื่น เช่น ยาบ้า เฮโรอีน ยาเสพติดที่ฉีดเข้าเส้น เป็นต้น
เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่า หลังปลดล็อกกัญชา จะพบปัญหามากในเด็ก ตรงนี้จะส่งผลระยะยาวอย่างไร และจำเป็นต้องดูเรื่องข้อกำหนดของอายุผู้ที่สามารถเข้าถึงการใช้กัญชาหรือไม่ พญ.อดิศร์สุดากล่าวว่า ข้อมูลที่รายงานจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ จะเป็นผลกระทบระยะสั้น เพราะเราเพิ่งเริ่มใช้กัญชา แต่ว่ามีผลในระยะยาวแน่นอน โดยเฉพาะการใช้ไม่มาก แต่ยาวนาน หรือใช้ในปริมาณมาก ก็ผลการศึกษาต่างประเทศพบว่าส่งผลต่อไอคิวเด็กลดลงถึง 6 จุด หรือเรียกง่ายๆ ว่า สมองพัง โง่ลง และยังมีผลกระทบระยะยาวว่า เด็กไม่ไปเรียน ออกจากโรงเรียน เรียนไม่จบ ไม่มีงานทำ มีปัญหาทางพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของอายุที่ใช้กัญชา ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ที่ดูแลเด็กและเยาวชนก็จะใช้แบบกลางๆ คือ 20 ปีขึ้นไป แต่ในบางประเทศ ก็อาจจะกำหนดที่ 25 ปี ทั้งนี้ การใช้กัญชาในเด็กมีการรักษาได้เพียง 1 โรค คือ โรคลมชักที่ดื้อยา และไม่ได้ใช้กัญชาเพียงอย่างเดียว จะต้องมีแพทย์ดูแลและใช้ยาอื่นร่วมด้วย ดังนั้น กัญชาจะไม่ใช่ทางเลือกแรกในการใช้สำหรับแพทย์แน่นอน
“สิ่งที่อยากฝากอีกเรื่องคือ น้ำมันกัญชา ไม่มีการใช้ในเด็ก แต่บางครั้งพ่อแม่ที่มีลูกซน ก็จะเอาน้ำมันกัญชาไปนวดลูก ซึ่งต้องย้ำว่าไม่ควรใช้ในเด็กอย่างมาก” พญ.อดิศร์สุดากล่าว
เมื่อถามถึงจุดตรงกลางของกฎหมายปลดล็อกกัญชากับการป้องกันเด็กในการเข้าถึงกัญชา พญ.อดิศร์สุดากล่าวว่า ในทางของแพทย์ก็จะต้องสะท้อนเป็นเสียงออกไป แต่การออกกฎหมายต่างๆ หน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องออกมาควบคุมในลำดับถัดไป ซึ่งการเก็บข้อมูลผลกระทบ จะมีประโยชน์ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. … หรือประกาศใดๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

