อภัยภูเบศร สอนทำ ‘ขี้ผึ้งกัญชา’ แพทย์เชี่ยวชาญ เสนอใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย บรรเทาให้ถูกจุด ยัน ไม่ได้รักษามะเร็ง แต่ช่วยให้ผู้ป่วยคุณภาพชีวิตดีขึ้น
เวลา 13.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือเครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตลอดจนภาคเอกชน จัดมหกรรมสุขภาพเฮลท์แคร์ 2022 ภายใต้ธีม ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ ตอกย้ำความแกร่งผู้นำงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-วันที่ 3 กรกฎาคมนี้
ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ เภสัชกรชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายพัฒนางานวิจัยด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย กล่าวในห้องเวิร์กช็อป “4 โรคพื้นฐาน ใช้กัญชา รักษาด้วยตนเอง” ซึ่งมีประชาชนสนในเข้าร่วมกว่า 50 คน ว่า โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีตำรับยาเข้ากัญชาแบบชนิดที่ใช้หยดใต้ลิ้น ซึ่งใช้หลักการเดียวกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้ยาชนิดอมใต้ลิ้นเพื่อรักษาโรคหัวใจที่มีอาการแน่นหน้าอกเหมือนรถทับ เราจึงนำหลักการหยดยาใต้ลิ้นมาใช้ในน้ำมันกัญชาด้วย เพราะว่าใต้ลิ้นมีเส้นเลือดมากจะทำให้ยาดูดซึมได้เร็ว เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว แต่ข้อสำคัญของการใช้น้ำมันกัญชาคือ “Start low and Go slow” คือ น้ำมันกัญชาที่เป็นหยดต้องเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในดร็อปเปอร์ (Dropper) โดย Start low เริ่มจากหยดน้อยๆ และเริ่มช้าๆ จากครึ่งหยด แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น และ Go slow คือปรับยาทุก 3-7 วัน จนกว่าจะได้ปริมาณยาที่เหมาะสม และต้องพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ภก.ณัฐดนัยกล่าวว่า การใช้ยากัญชามีหลักๆ 4 รูปแบบ คือ 1.สูบ (Smoking) ออกฤทธิ์ใน 5-10 นาที นาน 2-4 ชั่วโมง ข้อดีคือ ออกฤทธิ์ไว เหมาะกับภาวะเฉียบพลัน เช่น ปวด คลื่นไส้ ข้อเสียคือ จะต้องรู้เทคนิคการใช้ ราคาแพง พกพาไม่สะดวก 2.การกิน (Oral) ออกฤทธิ์ใน 60-180 นาที นาน 6-8 ชั่วโมง ข้อดี ไม่มีกลิ่น เหมาะสมกับภาวะเรื้อรัง ใช้งานง่าย ข้อเสียคือ ออกฤทธิ์ช้า 3.แบบฉีดพ่น (Oromucosal) ออกฤทธิ์ใน 15-45 นาที นาน 6-8 ชั่วโมง ข้อดี มียาจำหน่ายในท้องตลาดเพราะมีข้อมูลความปลอดภัย ข้อเสียคือ ราคาแพง และ 4.การใช้ยาเฉพาะที่ แต่ยังไม่มีข้อมูลการใช้ที่ชัดเจน แต่ให้ผลเฉพาะโรคเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะไม่แนะนำให้ซื้อยาผสมกัญชามาใช้เอง จะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการใช้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีไม่ควรให้ใช้ยากัญชา และข้อสำคัญอีกอย่างคือ การใช้สารสกัด THC ที่มีปริมาณมากกว่า 0.2% โดยน้ำหนัก เพราะยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่ในขณะนี้
ภก.ณัฐดนัยกล่าวว่า จากข้อมูลการศึกษาวิจัย ระบุได้ว่า น้ำมันกัญชาน่าจะได้ประโยชน์ทางการแพทย์สำหรับ 1.โรคพาร์กินสัน 2.โรคอัลไซเมอร์ 3.โรควิตกกังวลทั่วไป และ 4.โรคปลอกประสาทอักเสบ ทั้งนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่ากัญชารักษามะเร็งได้ ซึ่งแม้ว่ามีการวิจัยกัญชารักษามะเร็ง แต่ข้อมูลยังอยู่ในขั้นต้นเกินไปที่จะสรุปว่ารักษาได้ ฉะนั้นแล้วเราใช้กัญชาเพื่อควบคุมอาการปวดจากโรคมะเร็ง และบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นจากโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะประคับประคอง ให้กินได้ นอนหลับได้ ลดอาการปวดได้
ภก.ณัฐดนัยกล่าวว่า รพ.เจ้าพระอภัยภูเบศรมียากัญชา 6 สูตร ประกอบทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย อย่างละ 3 สูตร แต่ต้องย้ำว่ากัญชาไม่ใช่บันไดขั้นแรกและดูเหมือนเป็นบันไดขั้นสุดท้าย เนื่องจากทางการแพทย์มียาที่ดี ที่ช่วยลดอาการปวดได้และผลข้างเคียงต่ำ แต่กัญชาจะเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยาแล้วก็จะมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายที่เป็นกัญชา โดย ‘ยากัญชาแผนปัจจุบัน 3 สูตร’ คือ สูตรที่ 1 THC 1.7% ต่อ 1 หยด เหมาะสำหรับภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัด บรรเทาอาการปวด เบื่ออาหาร นอนไม่หลับในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ภาวะปวดจากระบบประสาทที่รักษาด้วยยาอื่นไม่ได้ผล สูตรที่ 2 CBD 10% ต่อ 1 หยด เหมาะสำหรับลมชัก พาร์กินสัน และสูตรที่ 3 THC:CBD แบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งจะใช้ได้หลายกว่า แต่ยังเน้นในเรื่องบรรเทาอาการปวด ขณะที่ ‘ยากัญชาแผนไทย 3 สูตร’ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ปรับสูตรมาจาก ลุงดำ ที่ อ.เกาะเต่า ที่ใช้รักษาผู้ป่วยในชุมชน คือ สูตรที่ 1 น้ำมันกัญชาทั้ง 5 ขนาด THC 0.02 ต่อ 1 หยด ใช้บรรเทาอาหารนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดเรื้อรัง ลมปะกังหรือไมเกรน สูตรที่ 2 แคปซูลศุขไสยาศน์ ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อ 1 แคปซูลมี THC 0.615 มิลลิกรัม บรรเทาอาหารนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และสูตรที่ 3 น้ำมันกัญชาทั้ง 5 สูตรใช้ภายนอก เหมาะสำหรับปวดเรื้อรัง เรื้อนกวาง/เรื้อนมูลนก หรือสะเก็ดเงิน และตจพิการ หรือโรคผิวหนังอักเสบ

ภก.ณัฐดนัยกล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากการใช้กัญชาของคลินิกกัญชาแผนปัจจุบัน รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62-ก.พ. 65 พบว่า กัญชามีผลต่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ดีขึ้น แนวโน้มของกราฟอยู่ในระดับที่เพิ่มต่อเนื่อง ขณะที่กัญชาก็สามารถลดอาการปวดเส้นประสาทได้จริง และพบว่าการใช้กัญชาขนาดยาไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชามีข้อสำคัญคือ ควรมีการติดตามค่าตับและไตทุก 1-3 เดือน เนื่องจาก เราพบจากข้อมูลว่าผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายบางรายมีค่าเอนไซม์ในตับแกว่งขึ้นสูงจาก 40 ไปถึง 100 ทำให้ค่าเฉลี่ยภาพรวมสูงขึ้นด้วย ค่าไตแกว่งขึ้นลงแต่ไม่สูงมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใช้กัญชาจะมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ เช่น ปากแห้ง คอแห้ง มึนงง
ภก.ณัฐดนัยกล่าวว่า สำหรับข้อควรระวังในการใช้กัญชาจะเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ห้ามใช้ คือ 1.อายุต่ำกว่า 18 ปี 2.หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร 3.ผู้มีไข้สูง 4.มีภาวการณ์ทำงานของตับและไตบกพร่อง 5.ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่คุมไม่ได้ เช่น หัวใจ ความดันโลหิตสูง 6.ผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง หรือผู้ติดเชื้อระยะแพร่กระจาย 7.ผู้ป่วยโรคจิตเวช หรืออารมณ์แปรปรวน โรควิตกกังวล 8.ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน 9.ผู้เสพยาเสพติด รวมถึงนิโคตินและสุรา และ 10.ผู้มีประวัติแพ้ยากัญชา ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ควรระวัง คือ 1.ระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด 2.ระวังในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 3.ระวังการใช้ร่วมกับยา Phenytoin, Propanolol และ Rifampicin เนื่องจากมีส่วนผสมของพริกไทย 4.ระวังการใช้ต่อเนื่องระยะเวลานาน 5.ระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ส่วนกลาง เช่น ยานอนหลับ ยาต้านการชัก และ 6.ยากัญชาทำให้ง่วง ควรเลี่ยงการขับยานพาหนะ และทำงานกับเครื่องจักร
โดยระหว่างนั้นมีผู้เข้าร่วมในกิจกรรมเวิร์กช็อปสอบถามว่า การใช้ THC จากกัญชา มีฤทธิ์ที่ทำให้เสพติดได้ ทำไมจึงไม่ให้ไปใช้กัญชง ที่มี CBD ทางการแพทย์เพื่อให้ช่วยนอนหลับ ภก.ณัฐดนัยกล่าวว่า กัญชงมีสาร CBD สูงซึ่งประโยชน์เน้นในเรื่องของลดปวด แต่ส่วนของการช่วยในเรื่องของการนอนหลับจะไม่เท่ากับ THC ฉะนั้น ผู้ป่วยที่ใช้รักษาอาการเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ที่มีอาการปวด นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ หลากหลายอาการ จึงต้องใช้ THC ที่มีสรรพคุณผสมผสานกันมากกว่า CBD ส่วนกัญชงจะไปใช้มากในอาการโรคพาร์กินสันและลมชัก

ต่อมาเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เริ่มเวิร์กช็อปการทำ “ชาชงใบกัญชา” โดยมีส่วนผสม คือ ใบกัญชาสด กับน้ำเปล่าสะอาด ขั้นตอนง่ายๆ เพียงนำใบกัญชาสด 1-2 ใบ มาคั่วไฟอ่อนๆ 2-3 นาที ชงกับน้ำอุ่น ตั้งทิ้งไว้ 5 นาที ใช้ดื่มก่อนนอน หาก 3 วันยังนอนไม่หลับ ให้ปรับเพิ่มเป็น ครั้งละ 2 ใบ สูงสุด 6 ใบต่อวัน
ต่อมาเวลา 15.30 น. เริ่มการเวิร์กช็อปที่ยากขึ้นมาอีกขั้น เป็น “ขี้ผึ้งกัญชาสำหรับทาแผลภายนอก” สูตรจาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ส่วนประกอบในปริมาณ 30 กรัม คือ 1.วาสลีน 23 กรัม 2.ขี้ผึ้ง 1.5 กรัม 3.น้ำมันมะพร้าว 8 มิลลิลิตร 4.ผงขมิ้นชัน 1 กรัม และ 5.ผงกัญชา 2 กรัม สำหรับขั้นตอน เริ่มจาก 1.นำผงขมิ้นชันและผงกัญชาเทลงในถ้วยตวง เติมน้ำมันมะพร้าว ตั้งไฟอ่อน 15-20 นาที จากนั้น กรองด้วยกระดาษกรองกาแฟ หรือผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำมัน 2.เติมวาสลีนและขี้ผึ้งลงไป ตั้งไฟอ่อนๆ คนตลอดเวลา จนเป็นเนื้อเดียวกัน และ 3.บรรจุใส่ภาชนะ ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ปิดไว้มิดชิด เก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี โดยวิธีการใช้สำหรับทาแผลแห้ง แตก คัน ตกสะเก็ดเงิน วันละ 1-2 ครั้ง แต่ไม่เหมาะกับผื่นที่เปิด แผลเปิด หรือมีน้ำเหลืองไหลซึม
นอกจากนี้ สำนักพิมพ์มติชน ได้ตั้งบูธ Healthy Book Fair บริเวณโถงเข้า สามย่าน มิตรทาวน์ฮอลล์ จำหน่ายหนังสือในเครือมติชน และเพื่อนสำนักพิมพ์ ในราคาพิเศษ โดยหนังสือขายดีและหนังสือหมวดสุขภาพ ลดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และลดทั้งบูธสูงสุด 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับหนังสือชุดสุดคุ้ม พร้อมทั้งยังมอบส่วนลดพิเศษ สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์มติชน, ประชาชาติธุรกิจ, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม, มติชนสุดสัปดาห์ โดยตั้งแต่เช้ามีผู้แวะเวียนมาเลือกอ่าน เลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง
การเดินทางมายังสามย่านมิตรทาวน์ ประชาชนสามารถเดินทางได้โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2 เข้าอุโมงค์ทางเชื่อมเข้าสู่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 ซึ่งจะมีป้ายประชาสัมพันธ์ติดอยู่รอบๆ ห้าง เข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนยังคงสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคโควิด-19
ร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยให้แข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกัน ใน ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ โดยเครือมติชน สามารถเดินมางมาร่วมงานวันสุดท้ายได้จนถึงเวลา 20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสามย่าน

