สธ.จับมือเครือข่ายเดิน ถ.ข้าวสาร สร้างความเข้าใจใช้กัญชาขาย-แปรรูปต้องขออนุญาต

12.07.22 | 14:42 น.
สธ.จับมือเครือข่ายเดิน ถ.ข้าวสาร สร้างความเข้าใจใช้กัญชาขาย-แปรรูปต้องขออนุญาต

วันนี้ (12 กรกฎาคม 2565) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.เทวัญ ธานีรัตตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ร่วมกับสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ชนะสงคราม สำนักงานเขตพระนคร และทีมเทศกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่ถนนข้าวสาร เขตพระนคร สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนผู้ประกอบการร้านค้า สถานบันเทิงต่างๆในการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ พบว่า มี 1 ร้าน ในถนนข้าวสาร ที่มีการเปิดขายเครื่องดื่ม และขนมที่มีส่วนผสมของกัญชา รวมถึงการจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับการสันทนาการ ซึ่งกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับทางผู้ประกอบการร้าน ถึงแนวทางปฏิบัติการขายกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชา ควรอยู่ในขอบเขตและไม่เปิดเผยจนเกินไป ซึ่งทางผู้ประกอบการรับที่จะนำไปปฏิบัติ โดยมองว่าดีที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาให้ความรู้ถึงข้อกฎหมายที่ถูกต้อง

นพ.ยงยศ กล่าวว่า สถานะกัญชาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เป็นสมุนไพรที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ และเศรษฐกิจชุมชน กรมการแพทย์แผนไทยฯได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมกับประชาชนเกี่ยวกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ แต่มีบางกลุ่มที่ไม่ใส่ใจ แสวงหาผลประโยชน์แบบผิดกฎหมาย

“ที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ประกาศฉบับดังกล่าวได้มีสาระสำคัญแฝงอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.คุ้มครองกลุ่มเปราะบางไม่ให้เข้าถึงกัญชา กัญชง สารสกัด ไม่ว่าจะมีใบอนุญาตหรือไม่มีใบอนุญาต ห้ามขายให้บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปี, สตรีมีครรภ์, สตรีให้นมบุตร 2.เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย สามารถใช้องค์ความรู้จากกัญชาอย่างกว้างขวาง และ 3.ผู้ป่วยสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพตามวัยอย่างปลอดภัยและเหมาะสมตามประกาศดังกล่าว จะสอดคล้องกับมาตรา 46 ที่อยู่ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 เนื่องจากการศึกษา วิจัยและพัฒนา ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์ที่ได้รับการอนุญาตไปแล้ว ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะไปดำเนินการทางกฎหมายกับประชาชนโดยทั่วไปที่มีกัญชาไว้ในครอบครองหรือนำมาใช้ประโยชน์ หากไม่ดำเนินการที่ขัดกับประกาศดังกล่าว” นพ.ยงยศ กล่าว

Advertisement

นพ.ยงยศ กล่าวว่า ใน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาไทยการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ได้มี ประกาศโดยรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งตามมาตรา 46 ห้ามไม่ให้ผู้ใด ศึกษา วิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุมหรือจำหน่ายหรือแปรรูป สมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต โดยแปรรูปในที่นี้ หมายถึง การปรุงแต่งหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพหรือคุณสมบัติของสมุนไพร ซึ่งหากไม่ได้รับการอนุญาตก็จะมีโทษตามกฎหมายจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ผู้ประกอบการ ที่จะมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกัญชาในเชิงพาณิชย์และทำการค้าไม่ว่าจะในรูปแบบใด ต้องขออนุญาต ขออนุญาตศึกษาวิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุมหรือจำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ถ้าในกรุงเทพมหานคร คือ กรมการแพทย์แผนไทยฯ โดยกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย หากเป็นในพื้นที่ต่างจังหวัดต้องขออนุญาตจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)” นพ.ยงยศกล่าว

นพ.ยงยศ กล่าวว่า ส่วนการนำกัญชามาประกอบในอาหาร ไม่ต้องขออนุญาตแต่จะต้องมีคำแนะนำปริมาณสัดส่วนของกัญชาให้ผู้บริโภคทราบชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีกฎหมายการควบคุมการใช้กัญชาและจำหน่าย และแปรรูป แต่ในช่วงแรก ยังไม่อยากใช้ยาแรง ทางกฎหมาย โดยจะเป็นการตักเตือน ทำความเข้าใจ ขอความร่วมมือก่อน

ส่วนกรณีที่มีการพบเห็นการขายขนมที่มีส่วนผสมกัญชาวางขาย และ กัญชาแห้ง โดยไม่ได้มีการแจ้งปริมาณที่ชัดเจน นพ.ยงยศ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายนั้นจะมีความผิด หากไม่ได้ขออนุญาต ตามมาตรา 46 ส่วนกรณี ที่พบการจำหน่าย กัญชาในรูปแบบสันทนาการ ที่ถนนนิมมาน จ.เชียงใหม่ เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความดำเนินคดีแล้ว และย้ำการปลดล็อกกัญชา ยังคงใช้เพื่อทางการแพทย์ และสร้างรายได้เป็นพืชเศรษฐกิจ ไม่ส่งเสริมให้ใช้สันทนาการ

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า มั่นใจว่ากัญชาถือเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่า ควรแก่การคุ้มครองไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดจนเกิดความเสียหายกับคุณค่าของสมุนไพรดังกล่าว และไม่ต้องการที่จะจับกัญชามาขังกรงอีกต่อไป ล่าสุด กรมการแพทย์แผนไทยฯได้จัดทำหนังสือชุดตำราภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ฉบับอนุรักษ์ ตำรับยาแผนไทยของชาติ ที่เข้าตัวยากัญชา ฉบับแรกของประเทศไทย ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของกรมการแพทย์แผนไทยฯ https://www.dtam.moph.go.th/E-Book/ptmk/ptmk-ganja/index.html