กกจ.เชิญภาคเอกชนฟังแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานรับการฟื้นฟูประเทศ
วันนี้ (22 กรกฎาคม 2565) ที่กระทรวงแรงงาน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายตนเป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อรองรับการฟื้นฟูประเทศ โดยเชิญภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย มารับทราบแนวทางการแก้ไขข้อขัดข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน พร้อมเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการแรงงานในระยะต่อไป

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงแรงงาน โดย กกจ.ได้เสนอมาตรการเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเปิดจดทะเบียนใหม่ การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างตามเอ็มโอยู (MOU) และการนำแรงงานต่างด้าว เข้ามาทำงานตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ให้กลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ยังมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ประสงค์จะทำงานอย่างถูกต้อง ให้สามารถอยู่และทำงานเป็นการชั่วคราวไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งหากประสงค์จะทำงานต่อไป สามารถอยู่และทำงานเป็นการชั่วคราวได้ไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยต้องดำเนินการตามประกาศกระทรวงมหาดไทย (มท.) และประกาศกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นชอบให้กลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ที่มีสถานะถูกต้อง ซึ่งได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 แล้ว และประสงค์ทำงานต่อไป สามารถอยู่และทำงานได้ไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเริ่มดำเนินการหลังประกาศ มท.และประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเช่นกัน

อธิบดี กกจ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ ได้มีการชี้แจงการดำเนินการของกระทรวงแรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน ตลอดระยะเวลาที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ซึ่งประกอบด้วย
1.ด้านการเปิดจดทะเบียนใหม่ ได้แก่ มติ ครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ที่เปิดโอกาสให้ขึ้นทะเบียนกลุ่มแรงงานสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามที่มีสถานะไม่ถูกต้อง ที่ประสงค์จะทำงานและมีนายจ้าง สามารถอยู่และทำงาน เป็นการชั่วคราวได้ไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 และเมื่อได้รับอนุญาตทำงานและตรวจลงตราถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 แล้ว หากประสงค์จะทำงานต่อไป สามารถอยู่และทำงานเป็นการชั่วคราวได้ไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยขออนุญาตให้อยู่และทำงาน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ครั้งแรกไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ครั้งที่ 2 ไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยต้องดำเนินการตามประกาศ มท.และประกาศกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้อง มติ ครม.เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 และมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจะอยู่ และทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งจะไปสอดรับกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565

2.ด้านการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ได้แก่ มติ ครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่เห็นชอบให้แรงงานสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ที่มีสถานะถูกต้อง ที่ประสงค์จะทำงานต่อไป ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนต่างด้าวตามมติค รม.เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 มติ ครม.เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 มติ ครม.เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 จำนวนประมาณ 1,690,000 คน ให้อยู่และทำงานได้ไม่เกิน 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 และมติ ครม.เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ที่มีการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ให้อยู่และทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566
3.การนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างตามเอ็มโอยู และการนำเข้าแรงงานตามมาตรา 64 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 และมีการปรับลดมาตรการมาอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ ตามคำสั่งของ ศบค.

