กรมสุขภาพจิต แนะคนใกล้ชิดใช้หลัก 3 ส. ช่วยเหลือผู้สูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว

5.08.22 | 16:29 น.
กรมสุขภาพจิต แนะคนใกล้ชิดใช้หลัก 3 ส. ช่วยเหลือผู้สูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว

วันนี้ (5 สิงหาคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวสารการสูญเสียทั้งจากการทำร้ายตนเอง จากการประสบอุบัติเหตุและวินาศภัยต่างๆ ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตมีความห่วงใยในประเด็นดังกล่าว ทั้งต่อครอบครัวผู้ที่สูญเสีย รวมไปถึงประชาชนผู้รับทราบข่าวสาร เพราะถึงแม้การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ดี

“แต่การติดตามข่าวสารที่มากไป โดยเฉพาะข่าวสารที่มีการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์แบบต่างๆ เช่น เศร้า กังวล โกรธ เมื่อต้องประสบกับอารมณ์เหล่านี้ซ้ำๆ อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาทางกายมากขึ้นได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอนไม่หลับ และอาการทางจิตใจ ได้แก่ อาการวิตกกังวลครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ก้าวร้าว สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป เบื่อหน่าย หรือท้อแท้ ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดที่กรมสุขภาพจิตมีความเป็นห่วง คือครอบครัวของผู้สูญเสีย เพราะการจากไปของคนสำคัญในชีวิตโดยที่ไม่ทันได้กล่าวคำอำลา เป็นการสร้างความเศร้าโศกแบบเฉียบพลัน และไม่ทันได้เตรียมใจ บางรายมีอาการตกใจสุดขีด ไม่สามารถตั้งสติหรือใช้ชีวิตได้ดังเดิม” พญ.อัมพรกล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า คนรอบข้างคือกลไกที่สำคัญที่จะฉุดรั้งให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเหล่านั้นกลับมาใช้ชีวิตได้ ซึ่งสามารถช่วยเบื้องต้นด้วยวิธีการ 3 ส. สอดส่อง ใส่ใจรับฟัง และส่งต่อ โดย 1.สอดส่องเพื่อรับรู้ถึงสถานการณ์ และวิเคราะห์การช่วยเหลือ 2.ใส่ใจรับฟัง บางครั้งการได้ระบายเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาได้โดยง่าย และ 3.ส่งต่อหากพบว่าอาการเศร้าโศกไม่ทุเลาก็สามารถส่งต่อด้วยการแนะนำบริการทางสุขภาพจิต เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือหน่วยบริการใกล้บ้านเพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป

ด้าน นพ.ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่รับฟังข่าวสารสามารถใช้หลัก 4 วิธีปฏิบัติ เพื่อลดความตระหนกจากการรับฟังข่าวสารสะเทือนอารมณ์ 1.ให้ความสำคัญกับสติของตนเองทุกครั้งเมื่อต้องเสพข่าว สังเกตอารมณ์ของตนเองและผลกระทบจากอารมณ์นั้น และติดตามจิตใจของตนเองสม่ำเสมอในระยะยาว 2.จัดสรรเวลาติดตามข่าวสารอย่างพอดี 3.พยายามทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ หันเหความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่นบ้าง ละเว้นการรับรู้ข่าวสารที่ส่งผลต่อความเครียดชั่วคราว ไม่ละเลยหน้าที่ของตนเอง ทั้งการทำงาน การเรียน และการใช้เวลาที่มีคุณภาพกับครอบครัว 4.การพักผ่อนและการผ่อนคลายความเครียด เช่น การนอน ออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกหายใจคลายเครียด เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม หากยังมีความวิตกจนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ มีความเครียดรุนแรง สูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สามารถขอรับบริการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป” นพ.ธิติกล่าว

Advertisement