อนุทิน มอบเหรียญขุนประเมินวิมลเวชช์ เชิดชู 2 หมอ คนสำคัญควบคุมโรคระบาด

15.08.22 | 13:41 น.
อนุทิน มอบเหรียญขุนประเมินวิมลเวชช์ เชิดชู 2 หมอ คนสำคัญควบคุมโรคระบาด

วันที่ 15 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ระหว่างวันที่ 15-16 สิงหาคม 2565 พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลสำคัญด้านการป้องกันควบคุมโรค คือ เหรียญเชิดชูเกียรติ “ขุนประเมินวิมลเวชช์” ให้ นพ.ประยูร กุนาศล และ ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติให้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.พร้อมทั้งมอบโล่และประกาศนียบัตรรางวัลคุณภาพแห่งชาติการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ 4.0 โดยกลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ จำนวน 6 รางวัล โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหาร สธ. ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากรสาธารณสุขจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,200 คน

นายอนุทินกล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนและการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขเป็นอย่างมาก การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง สธ.มีแพทย์ อาจารย์ และบุคลากรสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งพร้อมเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ ทำให้สามารถควบคุมโรคโควิด-19 ได้อย่างดี ดังผลการประเมินทบทวนการทำงานตอบโต้สถานการณ์การระบาดในในปี 2020 และผลการทบทวนการเตรียมพร้อมกรณีภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขและสุขภาพถ้วนหน้า (UHPR) โดยองค์การอนามัยโลก รวมถึงการจัดอันดับต่างๆ ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับว่า ทำได้ดีอันดับต้นๆ ของโลก

“ปัจจัยความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้น มาจากการบุกเบิกงานระบาดวิทยาของ นพ.ประยูร กุนาศล ทำให้ประเทศไทยมีรากฐานสำคัญในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และ ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการโรคติดต่อ ที่ให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงานของประเทศฝ่าวิกฤตโรคระบาด จึงได้รับเลือกให้รับเหรียญเชิดชูเกียรติขุนประเมินวิมลเวชช์ในปีนี้” นายอนุทินกล่าว

Advertisement

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ความสำเร็จ ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินที่กำลังจะก้าวหน้าต่อไปอีกขั้น คือ การตั้งศูนย์ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่แห่งอาเซียน (ASEAN Centre for Public Health Emergency and Emerging Diseases: ACPHEED) โดยสำนักงานคณะทำงานเลขานุการตั้งอยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่หลักและทำงานประสานกัน ทั้งการป้องกัน การตรวจจับการระบาด และการตอบโต้ ซึ่งศูนย์ ACPHEED จะมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดเชื้อต่างๆ อาจระบาดข้ามประเทศได้อย่างง่ายดาย เช่น โรคฝีดาษวานร ที่เคยเกิดเป็นโรคประจำถิ่นอยู่ในทวีปแอฟริกา และมีการระบาดออกไปยังประเทศต่างๆ เป็นต้น

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นวัตกรรม นโยบาย และทิศทางการป้องกันควบคุมโรคในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งจะนำไปใช้ปรับกระบวนการทำงานและขับเคลื่อนระบบงาน การขยายความร่วมมือในระดับประเทศและนานาชาติต่อไป เพื่อให้การรองรับภาวะฉุกเฉินมีความเข้มแข็ง เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การระบาดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้าน นพ.โอภาสกล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 แม้จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการดำรงชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจชะลอตัว แต่นับเป็นความท้าทายทำให้เกิดการปรับปรุง ทบทวน และใช้บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้สร้างจุดเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น การประชุมในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้แนวคิดมิติใหม่แห่งการป้องกันและควบคุมโรคพลิกวิกฤตเป็นโอกาส (The new Chapter of Disease Prevention and Control: Turning Crisis to Opportunities) นำเสนอความรู้ทางวิชาการในรูปแบบนิทรรศการ “การป้องกันควบคุมโรคสู่ความมั่นคงสุขภาพ” การนำเสนอบอร์ดวิชาการ “บทเรียนและการพัฒนาระบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขภาพ” การบรรยายและอภิปราย “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส พัฒนาอนาคต ด้านการป้องกันควบคุมโรค”