สธ.ยันลองโควิดไม่ได้เกิดทุกคน ฉีดวัคซีนครบอาการเบา ห่วง! กลุ่ม 608 อีก 2 ล้านคน ไม่ปักเข็ม

16.08.22 | 16:59 น.

สธ.ยันลองโควิดไม่ได้เกิดทุกคน ฉีดวัคซีนครบอาการเบา ห่วง! กลุ่ม 608 อีก 2 ล้านคน ไม่ปักเข็ม

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความกังวลของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เมื่อหายป่วยจะมีภาวะลองโควิด ว่า เท่าที่ติดตามดูองค์การอนามัยโลกยังไม่ได้เขียนนิยามชัดเจนถึงภาวะลองโควิด แต่เป็นศัพท์ที่เราใช้กันและคุ้นเคย คือ ภาวะที่มีอาการป่วยหรือไม่สบายหลังจากเป็นและหายจากการติดเชื้อโควิด-19

“กลไกการเกิดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายระบบ อาการที่ไม่ค่อยเจาะจงกับอาการต่างๆ ทั่วโลกพยายามรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ แต่เราพบว่า คนไข้โควิด-19 ที่มีอาการหนัก พอหายแล้วประมาณ 2-3 เดือน จะมีอาการผิดปกติไม่หายขาด หรือไม่หายสนิท หรือมีอาการระบบต่างๆ ตามมา ก็เป็นอันที่เรากำลังจับตาใกล้ชิด แต่เท่าที่ดู คนที่ฉีดวัคซีนแล้ว อาการไม่รุนแรง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการแทรกซ้อนอะไร หลายคนพยายามออกข่าวว่าน่ากลัว แต่ความเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง แต่ไม่ถึงขั้นว่าทุกคนต้องเป็น โดยเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนครบ ร่างกายแข็งแรง พอหายจากโควิด-19 จะไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาจมีอาการไอบ้าง เหนื่อยบ้าง นอนไม่หลับช่วงระยะหนึ่ง จากนั้นจะดีขึ้น รายที่เป็นผู้สูงอายุและอาการรุนแรง เราต้องระมัดระวัง เพราะคนเหล่านี้ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่เดิม และเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การรักษายังไม่มียารักษาลองโควิดเฉพาะเจาะจง จะใช้รักษาตามอาการ แต่ภาวะนี้ ความรู้ ความเข้าใจในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก ก็ต้องติดตามข้อมูลต่อเนื่อง และนำมาปรับปรุงระบบต่อไป” นพ.โอภาส กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาวะลองโควิดจะค่อยๆ หายไปเอง หรือต้องรักษาประคับประคองไปเรื่อยๆ นพ.โอภาส กล่าวว่า เนื่องจากภาวะลองโควิดเป็นภาวะใหม่ เรากำลังตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดว่า จำเป็นต้องติดตามแค่ไหน หรือมีการรักษาอะไรใหม่ๆ หรือไม่ ก็คงไม่ต้องกังวลจนเกินไป ท่านใดที่เป็นโควิด-19 หายแล้ว หากมีอาการผิดปกติก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและดูแลรักษาต่อไป

เมื่อถามต่อถึงภาวะรีบาวนด์ (Rebound) ที่หายจากโควิด-19 แล้ว กลับมามีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกใหม่ มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า ก็มีข้อมูลเพิ่มขึ้นว่าเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะคนที่สูงอายุ หรือร่างกายอ่อนแอ รับยาต้านไวรัสครบคอร์สการรักษาไปแล้ว พอหยุดไปสักพักหนึ่ง ก็กลับมาพบว่าเป็นใหม่ แต่ส่วนใหญ่พบว่ารีบาวนด์อาการไม่มากนัก จะน้อยกว่าครั้งแรก แต่คงต้องติดตามข้อมูลต่อไปเช่นกัน

เมื่อถามอีกว่า ในคนที่มีภาวะรีบาวนด์ต้องรับยาต้านไวรัสต่ออีกหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า ต้องดูเป็นรายๆ ไป เพราะแต่ละรายอาการไม่เหมือนกัน บางคนแค่กลับมาตรวจเจอเชื้อ บางคนมีอาการ แต่ส่วนใหญ่อาการน้อย ก็จะดูอาการเป็นรายๆ ไป ส่วนการสังเกตภาวะรีบาวนด์ ส่วนใหญ่คือ กลับมามีไข้ มีอาการเหมือนไม่สบาย หลังจากหายจากโควิด-19 แล้ว จะมีการตรวจพบเชื้ออีกครั้งหนึ่ง บางรายมาพบหลังหายประมาณ 1-2 สัปดาห์ บางรายก็ 1 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกิน 1 เดือน ซึ่งเกิน 1 เดือน จะแยกยากว่าติดเชื้อใหม่ หรือเป็นภาวะรีบาวนด์

Advertisement

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 หลังวันหยุดยาวช่วงวันแม่แห่งชาติ ว่า ช่วงวันหยุด 3 วันที่ผ่านมา ขอให้ผู้สูงอายุที่มีการร่วมกิจกรรม พบเจอลูกหลานที่กลับไปเยี่ยมบ้านที่ภูมิลำเนา กินข้าว ขอพร ซึ่งผู้สูงอายุอาจไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดไม่ครบ หรือไม่ได้ฉีดเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) ขอให้ประเมินอาการ เพราะระยะฟักตัวของโรคสั้นลงเหลือเพียง 2-3 วัน ดังนั้น หากลูกหลานพบผลตรวจหาเชื้อด้วย ATK เป็นบวก ก็ต้องรีบส่งข่าวให้กลุ่มผู้สูงอายุรับทราบทันที และหากมีการเจ็บป่วย เช่น ไข้ อาการทางเดินหายใจสงสัย ให้รีบตรวจเพื่อดูแลในกลุ่มสูงอายุจะได้ลดความเสี่ยงที่จะมีอาการหนัก การรักษาก็มียาที่ได้ผลดี

เมื่อถามถึงกรณีนักวิชาการระบุการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว แยกตัว 5-10 วัน ไม่เพียงพอ ต้อง 14 วัน นพ.โสภณ กล่าวว่า ขึ้นกับว่าช่วงท้ายๆ ยอมรับได้แค่ไหน เรามีความรู้ตั้งแต่ปีแรกว่า เชื้อจะลดลงตามเวลา ซึ่งยิ่งยาว ยิ่งดี อย่างเช่น ประเทศจีน ใช้ 21 วัน

“แต่ถ้าเราใช้ 21 วัน ก็เกินความจำเป็น เพราะความเสี่ยงท้ายๆ ค่อนข้างน้อย ถ้า 14 วัน ความเสี่ยงมากขึ้น พอเป็น 10 วันก็เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งตามความเห็นคิดว่าช่วง 10 วันเรายอมรับได้ในความเสี่ยง เพราะคนติดเชื้อก็จะระวังตัวเองในระดับหนึ่ง ไม่ว่า 10 วัน หรือ 14 วัน เขาก็ระวังตัวเองอยู่ดี แต่ก็จะช่วยให้เขาดำเนินกิจกรรมได้ ซึ่งวันนี้จะไปเข้มเหมือนวันก่อนก็ค่อนข้างยาก ซึ่งจาก 10 วัน ลดลงเหลือ 7 วัน ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่หากยังระวังตัวอยู่ ก็ไม่ได้มาก ความเสี่ยงก็จะเหลือแค่ช่วงกินข้าว พูดคุยไม่สวมหน้ากาก ทุกครั้งที่เราขยับวัน คือ เราตัดสินใจแล้วในการบาลานซ์ระหว่างความเสี่ยงกับประโยชน์ที่จะให้เขากลับมาใช้ชีวิต วัยทำงานก็คือ กลับไปทำงาน กลับไปใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ เราจึงลด 21 วัน เหลือ 14 วัน เหลือ 10 วัน ประเทศที่รับความเสี่ยงมากกว่าเราก็อาจจะลดความเสี่ยงลงมาเหลือ 7 วัน 5 วัน” นพ.โสภณ กล่าว

ต่อข้อถามว่า ในอนาคตโควิด-19 จะเหมือนโรคหวัดทั่วไปที่ใช้เวลา 2-3 วัน ก็พอหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า ปัจจุบันก็ค่อนข้างใกล้เคียง สำหรับคนฉีดวัคซีน วันนี้เชื่อว่าเหมือนแล้ว อย่างไข้หวัดใหญ่ เราไม่ได้ฉีดวัคซีนทุกคน เราไม่ได้เข้มถึงระดับโควิด-19 ถ้าโควิด-19 คนไหนฉีดวัคซีนแล้ว ก็รู้สึกว่าทำเหมือนไข้หวัดใหญ่ได้เลย ทุกวันนี้ที่ยังกังวลคือ คนไม่ฉีดวัคซีน เหลือประมาณ 2 ล้านคน ในกลุ่ม 608 จึงทำให้อยู่ในภาวะที่จะเลิกก็ยังไม่ได้ เช่น สหรัฐอเมริกา ประกาศแล้วว่า จะไม่บริหารความเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยงแล้ว บริหารเฉพาะคนติดเชื้อและป่วย คนติดเชื้อไม่มีอาการก็บริหารเหมือนคนปกติ ซึ่งกลุ่มนี้ไม่มีทางรู้ถ้าไม่ตรวจ ก็เลยบริหารคนป่วยที่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ คือ ดูแลมีมาตรการที่ชัดเจน แต่กลุ่มอื่นไม่บริหารแล้ว