ศูนย์จีโนม ยัน ยังไม่ตั้งชื่อ ไวรัสก่อฝีดาษลิง ฮูแค่แบ่งเชื้อเป็น 4 กลุ่ม
กรณีมีกระแสข่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งชื่อไวรัสก่อโรคฝีดาษวานร หรือ ฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า Clade ออกเสียง “เคลด” ต่อมา ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะราชบัณฑิตประเภทวิชาแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ สาขากุมารเวชศาสตร์ และ นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันในเรื่องเดียวกันว่า ยังเร็วไปที่จะสรุปว่าองค์การอนามัยโลกมีการตั้งชื่อให้กับไวรัสที่ก่อโรคฝีดาษลิงนั้น
วันนี้ (16 สิงหาคม 2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายถึงการตั้งชื่อไวรัสต่างๆ ว่า การตั้งชื่อชนิดหรือประเภทของไวรัสเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยอนุกรมวิธานของไวรัส (the International Committee on the Taxonomy of Viruses: ICTV) ไม่ใช่หน้าที่ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งกระบวนการตั้งชื่อไวรัสฝีดาษลิง และไวรัสฝีดาษในสัตว์อื่นๆ กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
การตั้งชื่อไวรัสฝีดาษลิง ที่ถูกเรียกขานกันมานานกว่า 64 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชื่อควรระบุถึงอาการของโรค เลี่ยงชื่อสถานที่ระบาด เลี่ยงชื่อคนหรือชื่อสัตว์ และงดใช้ชื่อที่ก่อให้เกิดบาดแผลทางสังคม รวมทั้งแก้ชื่อที่ปรากฏบนฐานข้อมูลต่างๆ เช่นที่โรงพยาบาล (รพ.) ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการดูแล ป้องกัน รักษา และคิดค่าใช้จ่าย

ตัวอย่างการตั้งชื้อไวรัสที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ตามเงื่อนไขต่างๆ เช่น ชื่อไวรัสที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ Severe Acute Respiratory Syndrome-Coronavirus-2 (SARS-CoV-2)
ในส่วนขององค์การอนามัยโลก ระหว่างรอการตั้งชื่อไวรัสฝีดาษลิงอย่างเป็นทางการจาก ICTV ได้ทำการแบ่งกลุ่มหรือเคลด (clade/variant) ของไวรัสฝีดาษลิงตามอาการโรค และการกลายพันธุ์ที่ปรากฏจากการถอดรหัสพันธุกรรมเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และมีผลนำไปใช้ได้ทันที ดังนี้
กลุ่มไวรัสที่ 1 (clade I) พบระบาดบริเวณลุ่มน้ำคองโก (แอฟริกากลาง) มีความรุนแรงของโรคสูง อัตราการตายในบางพื้นที่สูงถึงร้อยละ 10 แพร่ระบาดระหว่างสัตว์สู่คน
กลายพันธุ์ในอัตราต่ำ
กลุ่มไวรัสที่ 2 (clade II) พบระบาดบริเวณแอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงของโรคต่ำ อัตราการตายน้อยกว่าร้อยละ 1 แพร่ระบาดระหว่างสัตว์สู่คน ในทุกชุมชน ทุกเพศ ทุกวัย ล้วนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อฝีดาษลิง พบติดเชื้อในชาย ร้อยละ 60 ในหญิง ร้อยละ 40 พบการระบาดระหว่างคนสู่คนในวงจำกัดและสงบลงอย่างรวดเร็ว กลายพันธุ์ในอัตราต่ำ-ปานกลาง
กลุ่มไวรัสที่ 2a (clade IIa) พบการระบาดในปี 2022 นอกทวีปแอฟริกา ส่วนใหญ่พบนอกทวีปยุโรป มีความรุนแรงของโรคต่ำ อัตราการตายต่ำกว่าร้อยละ 1 จีโนมมีการกลายพันธุ์ต่างไปจาก กลุ่มไวรัสที่ 1 (clade I) และกลุ่มไวรัสที่ 2 (clade II) มากกว่า 46 ตำแหน่ง เนื่องจากเอนไซม์มนุษย์ที่สร้างจากยีน “APOBEC3” ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันไวรัสเข้ามารุกรานเซลล์ โดยเอนไซม์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้จีโนมไวรัสมีกลายพันธุ์ในลักษณะจำเพาะ (TT เปลี่ยนเป็น TA หรือ GA เปลี่ยนเป็น AA) จนทำให้จีโนมเสียหาย ไม่อาจเพิ่มจำนวนไวรัสได้ ส่วนไวรัสที่เหลือรอดก็จะปรากฏเสมือนแผลเป็น (TT เปลี่ยนเป็น TA หรือ GA เปลี่ยนเป็น AA) บนสายจีโนม แพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนอย่างต่อเนื่องในกลุ่มของชายรักชายถึงร้อยละ 99
กลุ่มไวรัสที่ 2b (clade IIb) ระบาดในปี 2022 นอกทวีปแอฟริกา ส่วนใหญ่พบในทวีปยุโรป มีความรุนแรงของโรคต่ำ อัตราการตายต่ำกว่าร้อยละ 1 จีโนมมีการกลายพันธุ์ต่างไปจาก กลุ่มไวรัสที่ 1 (clade I) และกลุ่มไวรัสที่ 2 (clade II) มากกว่า 46 ตำแหน่ง เนื่องจากเอนไซม์มนุษย์ที่สร้างจากยีน “APOBEC3” ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันไวรัสเข้ามารุกรานเซลล์โดยเอนไซม์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้จีโนมไวรัสมีกลายพันธุ์ในลักษณะจำเพาะ (TT เปลี่ยนเป็น TA หรือ GA เปลี่ยนเป็น AA) จนทำให้จีโนมเสียหายไม่อาจเพิ่มจำนวนไวรัสได้ ส่วนไวรัสที่เหลือรอด จะปรากฏเสมือนแผลเป็น (TT เปลี่ยนเป็น TA หรือ GA เปลี่ยนเป็น AA) บนสายจีโนม แพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนอย่างต่อเนื่องในกลุ่มของชายรักชายถึงร้อยละ 99

