จิตแพทย์ ห่วง! คนไทยหัวร้อนก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น แนะคนใกล้ตัว-สังคม ดูสัญญาณช่วยแก้ไข

23.08.22 | 13:34 น.

จิตแพทย์ ห่วง! คนไทยหัวร้อนก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น แนะคนใกล้ตัว-สังคม ดูสัญญาณช่วยแก้ไข

วันนี้ (23 สิงหาคม 2565) นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะพฤติกรรมของ “คนหัวร้อน” ที่ส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมมากขึ้น ว่า “ความเครียด” เป็นสาเหตุของการก่อความรุนแรงในสังคม ที่แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ ความรุนแรงในครอบครัว และความรุนแรงต่อสังคม

“ส่วนการก่อความรุนแรงนั้น ก็มาจาก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ป่วย ขณะนี้ทั่วโลกเองก็ยังไม่พ้นจากวิกฤตของโรคระบาด และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ ฉะนั้น ก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความเครียดที่ก่อเป็นความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหานั้น จะต้องทำร่วมกันในทุกภาคส่วน เช่น กรมสุขภาพจิตต้องดูแลโดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ก่อความรุนแรงมากขึ้น การสื่อสารให้ประชาชนทั่วไปรู้วิธีรับมือกับอารมณ์และความเครียดของตนเอง กลุ่มที่เขารู้อารมณ์ตัวเอง เขาจะไม่ก่อความรุนแรง ส่วนกลุ่มที่ก่อคือ คนที่มีความเปราะบาง ซึ่งจะต้องแก้ไขตั้งแต่สเกลใหญ่ คือ ปัจจัยที่กำหนดปัญหาความรุนแรงในสังคมต้องดีขี้น เช่น การกระจายรายได้ ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ สวัสดิการสังคมให้คนเปราะบาง รวมถึงครอบครัวและคนใกล้ชิดที่เป็นพื้นฐานของสังคม ก็ต้องดูสัญญาณผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงด้วย” นพ.ยงยุทธกล่าว

นอกจากนี้ นพ.ยงยุทธกล่าวว่า การที่สังคมมีความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อย ต้องไปศึกษาหาสาเหตุให้ชัดเจนว่า แต่ละกรณีมีปัจจัยสำคัญอย่างไร เพราะกรณีแบบนี้ต่างจากการก่ออาชญากรรมทั่วไป เช่น การตั้งใจชิงทรัพย์ แต่การก่ออาชญากรรมที่มีสาเหตุจากความขัดแย้งกัน มีความน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะสาเหตุหลักเกิดจากบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่น่าเป็นห่วง

“สัญญาณของคนที่มีความเครียดสูง เช่น นอนไม่หลับ มีอารมณ์กระทบกระทั่งกับคนอื่นได้ง่าย เริ่มจากความรุนแรงเล็กๆ ก่อน แล้วก็จะกลายเป็นความรุนแรงมากขึ้น เมื่อไปเจอกับสถานการณ์ที่เขายังไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง ฉะนั้น หลักการของคนใกล้ชิดที่ต้องสังเกต 3 ส. คือ 1.สอดส่องมองหา 2.ใส่ใจรับฟัง และ 3.ส่งต่อเชื่อมโยงให้เขาเข้ารับคำปรึกษา เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ขณะนี้ กรมสุขภาพจิตดูแลในกลุ่มผู้ป่วยเพื่อลดความรุนแรงให้มากที่สุด ดูแลกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย แต่จะตั้งโจทย์โดยนำสัญญาณสังคมนี้เข้าไปหารือในกลุ่มสุขภาพจิต เพื่อเข้าไปดูกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงโดยไม่ได้เป็นคดีอาชญากรรม ทั้งนี้ เราต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะกรมสุขภาพจิตเข้าไปจัดการได้ไม่มาก แต่ในเชิงวิชาการ เราพบสัญญาณนี้มากขึ้น” นพ.ยงยุทธกล่าว

 

Advertisement