หมอชี้ไข้หวัดมะเขือเทศอาจสัมพันธ์กับไวรัสใหม่ แนะผู้ปกครองสังเกตเด็ก
วันนี้ (29 สิงหาคม 2565) รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือ โรงพยาบาล (รพ.) เด็ก กล่าวถึงกรณีโรคไข้หวัดมะเขือเทศ (Tomato Flu) ที่พบว่าล่าสุดมีเด็กติดเชื้อในประเทศอินเดีย ว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคยังไม่ชัดเจน ซึ่งประเทศไทยยังรอติดตามข้อมูลจากประเทศอินเดีย เบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงปลายเดือนกรกฎาคม 2565 ประเทศอินเดียพบมีผู้ป่วยเข้าข่าย 82 ราย แต่มาพบข้อมูลที่ชัดเจนจากการตรวจจำเพาะ ทำให้สามารถทราบว่า 2 พี่น้องที่เดินทางจากประเทศอินเดียไปยังประเทศอังกฤษ มีประวัติสัมผัสเด็กที่มีผู้ป่วยลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งผลการตรวจเชื้อไวรัสของเด็กทั้ง 2 รายนี้ พบว่าเป็นเชื้อคอกแซคกี A16 (Coxsackie A16) ซึ่งเป็นลักษณะของโรคที่แปลกไปจากโรคมือ เท้า ปาก โดยมีการสันนิษฐานว่า เชื้อไวรัสโรคไข้หวัดมะเขือเทศ มีลักษณะเชื่อมโยงกับโรคมือ เท้า ปาก
“สำหรับอาการที่เข้าข่ายของโรคไข้หวัดมะเขือเทศ เช่น มีไข้ ผื่นขึ้นตามตัว แต่จะมีลักษณะตุ่มที่ใหญ่กว่าโรคมือเท้า ปาก ปวดข้อ ข้อบวม โดยตุ่มจะมีลักษณะสีแดงๆ เป็นก้อนนูนคล้ายลูกมะเขือเทศ เบื้องต้นพบว่า อาการไม่รุนแรง รักษาหายได้ เป็นการรักษาตามอาการ โดยสถานการณ์ใน รพ.เด็ก จากการคัดกรองผู้ป่วย ยังไม่พบว่ามีเด็กที่ป่วยเข้าข่ายตามข้อบ่งชี้โรคไข้หวัดมะเขือเทศ แต่พบเด็กป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบเพิ่มขึ้น รวมไปถึงโรคมือ เท้า ปาก ด้วย” รศ.พิเศษ พญ.วารุณีกล่าว
รศ.พิเศษ พญ.วารุณีกล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้ทั่วโลกเฝ้าระวังโรคไข้หวัดมะเขือเทศ เพราะว่ามีอาการของโรคไข้หวัดมะเขือเทศแปลกไปจากโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากอาการอาจจะสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ เช่น โรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม หลังเกิดโรคโควิด-19 พบว่ามีโรคอื่นๆ ที่แปลกไปจากเดิม และมีความเชื่อมโยงกับภูมิคุ้มกันร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น ภาวะมิส-ซี (Mis-C) หรือ ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันในร่างกาย หรือ มีโรคภาวะตับอักเสบรุนแรง ซึ่งคล้ายกับช่วงการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปน 1918 หลังจากนั้น อีก 2 ปี ก็จะพบเด็กเป็นโรคตับอักเสบรุนแรงที่อธิบายไม่ได้ ระบาดต่ออีก 2-3 ปี ส่วนในผู้ใหญ่ เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สเปน ซากเชื้อจะอยู่ในลำไส้ใหญ่ได้นานอีก 4 เดือน ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคที่มีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม
รศ.พิเศษ พญ.วารุณีกล่าวว่า ในช่วงโควิด-19 เด็กต้องหยุดเรียน ทำให้ต้องอยู่แต่ในบ้าน อาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กที่ต้องตอบสนองของสภาพแวดล้อมลดลง ประกอบกับ หากเด็กติดเชื้อโควิด-19 และมีซากเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน และภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้การแสดงของโรคจากเดิมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อไป ทั้งนี้ แนะนำผู้ปกครองหมั่นสังเกตอาการบุตรหลาน เช่น มีไข้ต่ำ ไม่ยอมรับประทานอาหาร ให้สังเกตตุ่มตามร่างกาย และเด็กอาจจะมีอาการเจ็บและคันตามร่างกาย หากพบให้รีบพาไปพบแพทย์ เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมถึงเด็กไปโรงเรียนมีการรวมกลุ่มกัน อาจจะติดเชื้อได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ฤดูฝนอากาศชื้นง่ายจะพบเด็กติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างและโรคมือ เท้า ปาก จำนวนมากขึ้น

