สธ.ยันผลศึกษาวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น สกัดป่วยรุนแรงและเสียชีวิตจากเชื้อ BA.4/BA.5
วันนี้ (1 กันยายน 2565) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทย ยังมีทิศทางลดลง ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ความครอบคลุมเข็มแรกร้อยละ 82.3 เข็มที่ 2 ร้อยละ 77.2 และเข็มกระตุ้น ร้อยละ 45.6 โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปฉีดเข็มกระตุ้นได้ ร้อยละ 50.6 ทั้งนี้ คณะทำงานศูนย์ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลวัคซีน กรมควบคุมโรค ร่วมกับคณะทำงานวิชาการ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ติดตามประเมินประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 จากการใช้จริงในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง
นพ.โอภาส กล่าวว่า ผลของการใช้จริงช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2565 ที่เป็นการระบาดของเชื้อโอมิ ครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 พบว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะเพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยรุนแรง คือ อาการปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ จากร้อยละ 60 ในผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็ม เป็น ร้อยละ 83 และ ร้อยละ 100 ในผู้ที่ได้รับครบ 3 เข็ม และ 4 เข็ม ตามลำดับ, ป้องกันการเสียชีวิตจาก ร้อยละ 72 ในผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็ม เป็นร้อยละ 93 และ ร้อยละ 100 ในผู้ที่ได้รับครบ 3 เข็ม และ 4 เข็ม ตามลำดับ สำหรับกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ป้องกันปอดอักเสบใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ได้ร้อยละ 80 ต่ำกว่ากลุ่มอายุ 18-59 ปี ที่ป้องกันได้ ร้อยละ 89 แต่จะเพิ่มเป็น ร้อยละ 100 เมื่อได้รับครบ 4 เข็ม ทั้ง 2 กลุ่มอายุ โดยการฉีดวัคซีนกระตุ้น 3 เข็มขึ้นไป จะมีประสิทธิผลในการป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตในระดับสูงกว่าร้อยละ 80 ได้นานถึง 6 เดือน ทั้งนี้ แม้จะฉีดเข็มกระตุ้นแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อได้ แต่จะไม่ป่วยหนักหรือเสียชีวิต
นพ.โอภาส กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แนวทางการควบคุมโรคต้องดำเนินการอย่างสมดุล ทั้งมาตรการวัคซีน ที่เร่งรัดฉีดเข็มกระตุ้นในประชากรเป้าหมายให้ครอบคลุมสูงสุด มาตรการสังคม ที่ต้องใช้ชีวิต วิถีใหม่ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง และจัดการสภาวะแวดล้อมเสี่ยง และมาตรการการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ รู้สถานะการติดเชื้อเร็ว และรักษาเร็วด้วยยาที่มีประสิทธิผล

