ครอบครัวหมอกระต่ายเปิดตัว Rabbit Crossing ผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุง กระตุ้นสำนึกขับขี่ปลอดภัย
วันนี้ (2 กันยายน 2565) นางรัชนี สุภวัตรจริยากุล และ นพ.อนิรุทธ์ สุภวัตรจริยากุล มารดาและบิดาของพญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชนขณะข้ามทางม้าลาย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาล ได้เปิดตัวโครงการ Rabbit Crossing รณรงค์กระตุ้นจิตสำนึกคนไทยให้ชะลอ หยุดรถ และ ไม่แซงบนทางม้าลาย โดยได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท Plan B ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการและรับจ้างผลิตสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย สื่อโฆษณาดิจิทัลกลางแจ้ง ให้ความอนุเคราะห์ในการขึ้นป้าย โครงการ Rabbit Crossing ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มเปิดตัวภาพสื่อดิจิทัลกลางแจ้งทั่วกรุงเทพมหานคร ไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา

นางรัชนี กล่าวว่า ครอบครัวหมอกระต่ายขอขอบคุณลูกๆ จาก Rabbit Crossing ขอบคุณบริษัท Plan B media ซึ่งร่วมกันสานฝันสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย เเละขอบคุณคนไทยทุกๆ คน ที่เล็งเห็นถึงความสูญเสียจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนคนบนทางม้าลายที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก็ได้ริเริ่มทำโครงการ “ทางม้าลายกระต่ายน้อย” ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก “ระลึก ระวัง ระงับ เพื่อเป็นการร่วมระลึกถึง พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ หมอกระต่าย” โดยจัดทำสัญลักษณ์ผ่านโลโก้กระต่ายสีชมพู เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกที่ดีด้านวินัยจราจร ทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนน ให้มีการสัญจรอย่างมีสติ หยุดคิด และเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยหลังจากทำโครงการก็มีสถานที่หลายแห่งนำไปเป็นต้นแบบ เช่น โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ รพ.เพชรบูรณ์ ฯลฯ ส่วนครั้งนี้ เป็นข้อความเตือนสติผู้ขับขี่ให้ “ชะลอ หยุด ไม่แซง” ที่ทางม้าลาย เพื่อเราทุกคนจะได้ข้ามไปอย่างปลอดภัย”อย่าให้ความปลอดภัยของทุกคนเป็นเรื่องที่ถูกลืม”

นางรัชนี กล่าวว่า บางประเทศที่สามารถแก้ปัญหาจนลดอัตราความสูญเสียบนท้องถนนได้ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี แม้แต่จีน ซึ่งเคยเป็นสังคมจักรยานและจักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ ก็กำหนดมาตรการที่ทำให้อุบัติเหตุบนถนนลดลงได้ แต่ประเทศไทยไม่กวดขันเรื่องการเคารพกฎหมาย ขาดมาตรการเกี่ยวกับทางม้าลาย มีแต่การตีเส้น ไม่มีอย่างอื่นรองรับ ป้ายบอกทางม้าลายไม่ถูกต้อง ไม่เป็นการเตือนล่วงหน้า แต่ติดไว้ในระยะกระชั้นชิดที่คนขับรถไม่สามารถชะลอความเร็วได้ทัน คนขับรถไม่เคยมีคู่มือเรื่องการระวังคนเดินข้ามทางม้าลาย การสอบใบขับขี่ก็ไม่เน้นเรื่องนี้ คนเดินถนนก็ไม่มีเครื่องหมายที่เอื้อทางสายตาให้สังเกตเวลาที่ยานยนต์ที่กำลังแล่นมา ซึ่งครอบครัวเราไม่ต้องการให้ความตายของหมอกระต่าย เป็นความตายที่สูญเปล่า
นพ.อนิรุทธ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เป็นแค่กระแส ที่สักพักคนก็ลืม ทั้งๆที่เหตุการณ์ชนคนบนทางม้าลายเกิดขึ้นตลอด แต่ก็ยังไม่เห็นการรณรงค์ในวงกว้างจากภาครัฐ ไม่เห็นผู้นำประเทศหรือนักการเมือง ทำเรื่องนี้อย่าง ที่น่ากังวลคือ กรุงเทพฯ เป็นสังคมจักรยานยนต์เต็มรูปแบบ ยิ่งต้องกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียซ้ำซาก

ด้าน พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย กล่าวว่า ข้อมูลการเฝ้าระวังของ สธ. พบว่า รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด คือร้อยละ 84.16 เช่นเดียวกับข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขนส่งทั้งหมดชี้ว่าการสูญเสียร้อยละ 80 เกิดจากการใช้จักรยานยนต์ สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่ารถจักรยานยนต์เป็นพาหนะยอดนิยมสูงสุดของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง และจากรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน พบว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 1.25 ล้านคน บาดเจ็บ 20-50 ล้านคนในแต่ละปี และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรก็เป็นสาเหตุการตายในลำดับต้นๆ ของคนไทย โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ที่ทำให้คนไทยตายเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน มาตลอด และยังไม่มีแนวโน้มว่าปัญหานี้จะลดลง แม้มีงานวิจัยพบว่าการลดความเร็วของผู้ขับขี่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น สถานศึกษา จะช่วยลดการบาดเจ็บของผู้ใช้ถนนทั้งหมด รวมทั้งผู้ขับขี่จักรยาน จักรยานยนต์ และคนเดินเท้า
ขณะที่ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพี่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ว่า แต่ละปี มีคนเดินถนนที่ถูกรถชนโดยเฉลี่ยประมาณ 20,000 คน เฉพาะที่ถูกชนตรงทางม้าลายคิดเป็นร้อยละ 6 หรือประมาณ 1,200 คน

