32 ปี ประกันสังคม ผู้ประกันตนในระบบ 24.03 ล้านคน กองทุนโต 2.23 ล้านล้านบาท
วันนี้ (3 กันยายน 2565) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานประกันสังคมครบรอบ 32 ปี ที่ สำนักงานประกันสังคม (สำนักงานใหญ่) ถนนติวานนท์ จ.นนทบุรี โดยเมื่อเวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อ สปส. และมอบรางวัลสถานพยาบาลในดวงใจ โดยมี นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการ สปส.และคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในพิธี

ทั้งนี้ นายสุชาติ แถลงว่า กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการเร่งฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โรคโควิด-19 คลี่คลายลง รวมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นทำงานเชิงรุก โดยยึดกฎหมายและข้อบังคับ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ตรงจุด ทันท่วงที และมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายด้านแรงงานต่างๆ ทั้งการให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงระบบหลักประกันทางสังคม การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน การปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับบริการเชิงรุกให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง ผู้ประกันตน อย่างทันท่วงที ส่งเสริมการให้บริการภาครัฐไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างเครือข่ายประกันสังคมทั่วประเทศในการให้บริการกับนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน

นายสุชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายในปี 2566 เพื่อเป็นของขวัญและช่วยเหลือผู้ประกันตน ลูกจ้างและนายจ้าง โดยให้ สปส.ดำเนินงานตามแนวทาง
1.เพิ่มสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม โดยการปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม ฉบับที่… พ.ศ. … ได้แก่ การขยายความคุ้มครองให้กับผู้ประกันตน เพื่อรองรับผู้สูงอายุ โดยขยายอายุขั้นสูงของผู้ประกันตน มาตรา 33 ให้ผู้รับเงินบำนาญชราภาพและสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ ให้ผู้รับเงินบำนาญชราภาพ สามารถขอรับเงินบำนาญจ่ายล่วงหน้าได้ การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ กรณีชราภาพ อันเกิดจากข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน 3 ขอ (ขอเลือก ขอคืน และขอกู้) การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้แก่ เงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพื่อการคลอดบุตร จากเดิมจ่าย 90 วัน เป็น 98 วัน เงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีทุพพลภาพ จากเดิมจ่าย ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 กรณีสงเคราะห์บุตรให้ได้รับการคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน ปรับปรุงเงื่อนไขในการสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 และกำหนดให้เงินเพิ่มของผู้ประกันตน มาตรา 39 จะต้องไม่เกินเงินสมทบที่ต้องจ่าย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้มีหลักประกันทางสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ผู้ประกันตน สูงอายุได้รับโอกาสในการทำงานที่เหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน

2.ยกระดับการบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเชิงรุก โดยปรับปรุงรายการสุขภาพ ได้แก่ ขยายช่วงอายุ เพิ่มความถี่ในการตรวจ เพิ่มรายการตรวจ สุขภาพ เช่น การซักประวัติ การประเมินวัยทำงาน (คัดกรองโรคซึมเศร้า ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด) การคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี (Anti HCV Rapid) การทำงานของตับ (SGOT, SGPT) เพิ่มการให้คำแนะนำและปรับพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพรายบุคคล ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคเชิงรุกและสามารถพิสูจน์ตัวบุคคล ที่มีสิทธิได้อย่างถูกต้องและเชื่อมโยงข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำสมุดสุขภาพของผู้ประกันตน รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
3.พัฒนาและเพิ่มช่องทางรับเงินสมทบ – จ่ายประโยชน์ทดแทนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้นายจ้างและผู้ประกันตนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเพิ่มช่องทางการรับชำระเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ผ่าน Mobile Application กับธนาคารและหน่วยบริการอื่นๆ เพิ่มช่องทางการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ผ่านคิวอาร์โค้ด โดยการสแกนจ่าย ด้วย Mobile Banking Application ของธนาคารต่างๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย เป็นตัวกลางในการรวบรวมและนำส่งข้อมูลการชำระเงินและเงินที่รับชำระจากนายจ้าง/ ผู้ประกันตน ส่งให้กับ สปส. อีกทั้งเพิ่มธนาคาร ธ.ก.ส. เป็นหน่วยบริการในการรับชำระเงินสมทบของนายจ้าง และ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ผ่านระบบ e-Payment จากเดิม 13 แห่ง เป็น 14 แห่ง ทั้งนี้ ได้มีการพัฒนาระบบเพื่อให้ผู้ประกันตน และนายจ้างสามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หากดำเนินการแล้วเสร็จ สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันตนได้เข้าถึงข้อมูลของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา และได้รับประโยชน์ทดแทนที่ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นต้น

ด้านนายบุญสงค์ กล่าวว่า ครบรอบ 32 ปี สปส. โดยปัจจุบัน สปส.มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จำนวน 24.03 ล้านคน และเงินกองทุนเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2.23 ล้านล้านบาท
“ผมให้ความสำคัญกับเรื่อง “SSO TRUST” ในการขับเคลื่อน สปส.ไปสู่ความสำเร็จ และเป็นที่ “ยอมรับ เชื่อมั่น และไว้วางใจ” ในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับผู้ประกันตน” ซึ่งในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง กระทรวงแรงงาน สปส.ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และภาคีเครือข่าย “ครอบครัวประกันสังคม” เพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้แนวทาง “แรงงาน… เราสู้ด้วยกัน” เพื่อก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ ไปด้วยกัน โดยได้ดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ลดภาระค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งพัฒนาสิทธิประโยชน์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เพื่อขับเคลื่อนงานประกันสังคมให้เป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่น ไว้วางใจ นำสู่ความสำเร็จ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนางานประกันสังคมอย่างต่อเนื่อ” นายบุญสงค์ กล่าว

เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า สำหรับผลงานในปี 2565 สปส.ได้ลดอัตราเงินสมทบตามพระราชกฤษฎีกาประกาศลดอัตราเงินสมทบให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เหลือร้อยละ 60 ของเงินสมทบ เป็นระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2564 –วันที่ 31 มกราคม 2565 และในงวดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 พร้อมดำเนินการจ่ายคืนเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่นำส่งเงินไว้เกินจำนวนที่ต้องชำระ พร้อมได้ดำเนินการคืนเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่นำส่งเงินสมทบไว้เกินจำนวนที่ต้องชำระ โดยวิธีการโอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน รอบแรก เมื่อวันที่ 8 – 11 สิงหาคม 2565 โดยโอนเงินคืนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 2,884,909 ราย โอนเงินสำเร็จ คิดเป็นเงิน 402,289,546 และจะโอนเงิน อีกในรอบ 2 ระหว่างวันที่ 14 – 16 กันยายน 2565


