สปสช.เพิ่มหน่วยบริการปฐมภูมิ รับสมัคร ‘คลินิก’ ร่วมดูแลสุขภาพคนกรุง

5.09.22 | 12:37 น.

“กรุงเทพมหานคร” ในฐานะเมืองหลวงของประเทศไทย อาจดูมีความพร้อมในด้านต่างๆ มากกว่าจังหวัดอื่น แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ด้อยกว่าต่างจังหวัดค่อนข้างมากคือ เรื่องของการเข้าถึง “บริการสุขภาพ” โดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิ

เรื่องนี้อาจฟังดูเหลือเชื่อ เพราะในกรุงเทพฯมีโรงพยาบาลชั้นนำ มีแพทย์เก่งๆ มากมาย แต่หากดูจากจำนวนประชากรที่มีกว่า 7.8 ล้านคน และถ้ารวมประชากรแฝงด้วยก็น่าจะเกิน 10 ล้านคน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หน่วยบริการจะมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน

ประเด็นนี้เอง เป็นอีกภารกิจสำคัญของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลผู้ใช้สิทธิ “บัตรทอง” ในการเพิ่มจำนวนหน่วยบริการ หรือสถานพยาบาลในระบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกมากขึ้น

Advertisement

“พญ.ลลิตยา กองคำ” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติการเข้ารับบริการสุขภาพของประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า คนในกรุงเทพฯมีอัตราการเข้าถึงบริการต่ำกว่าพื้นที่ต่างจังหวัดมาก ประชาชนในต่างจังหวัด มีอัตราการเข้ารับบริการแบบผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 4 ครั้งต่อคนต่อปี แต่ในกรุงเทพฯประชาชนเข้ารับบริการแบบผู้ป่วยนอกเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 ครั้งต่อคนต่อปีเท่านั้น สปสช.จึงมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนหน่วยบริการในระบบบัตรทอง โดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถไปรับบริการใกล้บ้านโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหน่วยบริการที่อยู่ไกลออกไป

“กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยจำนวนมาก เวลาเจ็บป่วย คนมักจะนึกถึงโรงพยาบาลใหญ่ๆ แต่ในชีวิตจริงเรามีคำว่า ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’ หากเจ็บป่วยแล้วสามารถไปพบแพทย์ในพื้นที่ใกล้บ้านได้ จะเป็นเรื่องที่ดี” พญ.ลลิตยา กล่าว

พญ.ลลิตยา กล่าวอีกว่า คำว่า “หน่วยบริการ” นี้ ในความหมายของ สปสช.จะมีอยู่ 3 ระดับ คือ 1.หน่วยบริการปฐมภูมิ ถ้าในต่างจังหวัดก็คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือศูนย์แพทย์ชุมชน ส่วนในกรุงเทพฯ หลักๆ คือ ศูนย์บริการสาธารณสุข ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) คลินิกเอกชนที่ร่วมกับ สปสช. ในนามคลินิกชุมชนอบอุ่น 2.หน่วยบริการประจำ จะเป็นแม่ข่ายให้หน่วยบริการปฐมภูมิ ถ้าในต่างจังหวัดคือ โรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลทั่วไป ส่วนในกรุงเทพฯก็คือศูนย์บริการสาธารณสุข และ 3.หน่วยบริการรับส่งต่อ ก็คือโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาล

พญ.ลลิตยา กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ทั้งหน่วยบริการทั้ง 3 ประเภทนี้ ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ สปสช.จึงเพิ่มหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านขึ้นมาอีก หากเป็นระดับปฐมภูมิ อาจจะเป็นคลินิกเวชกรรม ร้านขายยา คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คลินิกทันตกรรม เป็นต้น ส่วนระดับทุติยภูมิ/ตติยภูมิ จะเป็นหน่วยบริการเฉพาะทาง เช่น ศูนย์ฟอกไต ศูนย์โรคหัวใจ ฯลฯ ซึ่งหน่วยบริการเหล่านี้จะมาร่วมเสริมกำลังให้บริการประชาชนด้วย

“ตอนนี้ หน่วยบริการปฐมภูมิในกรุงเทพฯ มีศูนย์บริการสาธารณสุข จำนวน 69 หน่วย และคลินิกชุมชนอบอุ่นอีกประมาณ 200 หน่วย ซึ่งถ้าเทียบกับจำนวนประชากรแล้ว 1 หน่วยบริการ จะดูแลประชากรประมาณ 10,000 คน ถือว่ายังไม่เพียงพอกับความต้องการ เป้าหมายของเราต้องการเพิ่มจำนวนให้ได้ถึง 700 หน่วยบริการ ดังนั้น สปสช.จึงอยากเชิญชวนหน่วยบริการต่างๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบบัตรทอง เช่น คลินิกเอกชนต่างๆ ให้สมัครเข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายกับ สปสช. ในการดูแลสุขภาพของประชาชนร่วมกัน” พญ.ลลิตยากล่าว

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อไปว่า ประเภทของหน่วยบริการที่ สปสช.รับสมัครนั้นเปิดกว้างทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการที่เป็นหน่วยปฐมภูมิเต็มรูปแบบ สามารถให้บริการได้ไม่ต่ำกว่า 56 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ถ้าหน่วยบริการนั้นไม่สามารถให้บริการเต็มรูปแบบได้ เช่น เป็นคลินิกที่แพทย์ทำงานประจำในโรงพยาบาลแล้วเปิดคลินิกเฉพาะช่วงเย็น หรือเปิดเฉพาะเป็นบางวัน ก็สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการส่งต่อเฉพาะด้านเวชกรรมได้เช่นกัน ส่วนของเวลาเปิดทำการ ให้หน่วยบริการเป็นผู้กำหนด

“วิธีการสมัครนั้นไม่ยาก ปกติเวลาเปิดคลินิกจะต้องไปยื่นขอใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (สพ.7) จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อยู่แล้ว ผู้ดำเนินการคลินิกให้นำเอาสำเนาใบ สพ.7 พร้อมเอกสารอื่นๆ คือ สำเนาใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (สพ.19) ถ้าเป็นนิติบุคคล ใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม รายชื่อบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน พร้อมสำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ/ใบวุฒิการศึกษาของบุคลากร และสำเนาบัตรประชาชน ภาพถ่ายสถานที่ตั้งของหน่วยบริการ ทั้งด้านนอกและด้านใน แผนที่ตั้งของหน่วยบริการ และสำเนาบัญชีธนาคารของธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ยื่นสมัครไปที่ สปสช.ได้เลย เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านเวชกรรม และทำสัญญากันเรียบร้อย สปสช.จะประกาศให้ประชาชนทราบว่า เป็นคลินิกในระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว ผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถไปรับบริการได้” พญ.ลลิตยากล่าว

พญ.ลลิตยา กล่าวด้วยว่า เมื่อเข้าเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว เมื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยแล้ว คลินิกนั้นจะต้องไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ให้เรียกเก็บเงินไปที่ สปสช.แทน ซึ่ง สปสช.จะจ่ายเงินให้ตามรายการบริการ หรือที่เรียกว่า Fee Schedule เช่น ค่ายา ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าแล็บ หรือค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ แต่ละรายการจะมีอัตราการจ่ายกำหนดไว้ว่าจะจ่ายเท่าใด

“ขณะนี้มีกำหนดรายละเอียดไว้กว่า 4,000 รายการ อีกทั้งยังมีการปรับปรุงรายการทุกปี คลินิก เมื่อส่งรายการเบิกค่าใช้จ่ายเข้าไปแล้ว สปสช.จะจ่ายให้เป็นงวด ทุกๆ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง และในอนาคตจะพัฒนาระบบการจ่ายให้สามารถเบิกจ่ายได้ภายใน 3 วัน ขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครหน่วยบริการ หลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการเซ็นสัญญา แล้วเริ่มให้บริการแก่ประชาชนต่อไป ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนหน่วยบริการต่างๆ สมัครเข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการกับ สปสช. เพื่อให้จำนวนหน่วยบริการในระบบมีมากขึ้น ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก ใกล้บ้านใกล้ใจมากยิ่งขึ้น” พญ.ลลิตยา กล่าว

ทั้งนี้คลินิกที่สนใจ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่เว็บไซต์ สปสช. www.nhso.go.th หรือไปที่ลิงก์ https://www.nhso.go.th/downloads/179 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ทั้งไลน์ สปสช. ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand