สบยช.เตือนยาเสพติดทำให้ขาดสติ อาจก่อความรุนแรงในครอบครัว รีบ! บำบัดก่อนสาย
วันนี้ (6 กันยายน 2565) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีกระแสข่าวการเกิดความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาอาชญากรรมในสังคม ที่มีสาเหตุมาจากการใช้ยาและสารเสพติดบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และบุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายได้รับยาและสารเสพติดเป็นระยะเวลานาน ยาและสารเสพติดจะเข้าไปทำลายสมองในส่วนที่ควบคุมการใช้ความคิด ส่งผลให้สมองส่วนอยากอยู่เหนือสมองส่วนคิด ทำให้ผู้เสพทำอะไรตามใจ ตามอารมณ์ แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้าวร้าว หงุดหงิด เกิดอาการทางจิตประสาท ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หมกมุ่นและจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เสพยา ซึ่งหากพบว่าบุคคลในครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สิ่งที่คนในครอบครัวควรทำ คือ ตั้งสติ ใช้เหตุผล ร่วมพูดคุยถึงต้นเหตุปัญหาร่วมกันโดยไม่ดุด่า หรือลงโทษอย่างรุนแรง สร้างความเข้าใจกับทุกคนในครอบครัว ให้กำลังใจ แสดงความรัก ความห่วงใย ในเรื่องโทษภัยของยาเสพติด ติดตามและเฝ้าระวัง ไม่ใช้การจับผิด หรือระแวงไม่ไว้วางใจ
“ทั้งนี้ พ่อแม่และบุคคลในครอบครัวต้องระมัดระวังตนเอง หมั่นสังเกตพฤติกรรม หากพบมีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อหาทางช่วยเหลือ หรือรีบพาไปปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา โดยสามารถขอคำปรึกษาและรับการบำบัดรักษาได้ที่สถานพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ทั้งในสังกัด สธ. เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาล (รพ.) ชุมชน รพ.ทั่วไป หรือ รพ.นอกสังกัด สธ. เช่น รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รพ.ตำรวจ รพ.วชิรพยาบาล รพ.รามาธิบดี ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นต้น เพราะการบำบัดรักษายาเสพติด รู้เร็ว รักษาเร็ว ก็ยิ่งหายเร็วขึ้น” นพ.สมศักดิ์กล่าว
ด้าน นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดที่มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 มีสาระสำคัญในเรื่อง “ผู้เสพ คือ ผู้ป่วย” ที่ควรได้รับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ ไม่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีก สบยช.เป็นหน่วยงานหลักของกรมการแพทย์ที่ให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาและสารเสพติด ซึ่งกระบวนการบำบัดรักษาไม่ได้ยุ่งยาก หรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ การบำบัดรักษามี 2 รูปแบบคือ แบบผู้ป่วยนอก รักษาในรูปแบบกาย จิต สังคมบำบัดแบบไปกลับ แบบผู้ป่วยใน เน้นกระบวนการบำบัดให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็ง มีครอบครัวเป็นหลักสำคัญ ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบจะได้รับการดูแลจากแพทย์และทีมสหวิชาชีพ ให้การบำบัดรักษาอาการขาดยา รวมถึงภาวะแทรกซ้อนทางกาย ทางจิต โดยการให้ยาจนอาการดีขึ้นและให้การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้การใช้กระบวนการทางจิตวิทยาในการแก้ไขปัญหา การเสริมสร้างพลังใจให้เข้มแข็ง รู้จักหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธยาเสพติด รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับสังคม
“นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการฝึกวิชาชีพโดยผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ทั้งนี้ หากประสบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารเสพติด สามารถขอรับคำปรึกษาเรื่องยาและสารเสพติดได้ที่สายด่วนบำบัดยาเสพติด 1165 และสายด่วนเลิกยาเสพติด ผ่านศูนย์ดำรงธรรม 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดได้ที่ สบยช. กรมการแพทย์ จ.ปทุมธานี และ รพ.ธัญญารักษ์ ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ รพ.ธัญญารักษ์เชียงใหม่ รพ.ธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน รพ.ธัญญารักษ์ขอนแก่น รพ.ธัญญารักษ์อุดรธานี รพ.ธัญญารักษ์สงขลา และ รพ.ธัญญารักษ์ปัตตานี หรือ รพ.ใกล้บ้าน” นพ.สรายุทธ์กล่าว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th

