รมว.สุชาติ โชว์ผลงานบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตโควิด

14.09.22 | 17:11 น.
รมว.สุชาติ โชว์ผลงานบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตโควิด

วันนี้ (14 กันยายน) ที่กระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงผลการดำเนินงานและทิศทางนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 ที่เห็นชอบให้การบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่และภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคสิ้นสุดลง ซึ่งจะต้องฟื้นฟูประเทศในมิติต่างๆ อย่างเร่งด่วน

โดยกระทรวงแรงงานได้บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงานได้บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ให้สามารถอยู่และทำงานได้เป็นการชั่วคราวมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.การดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 2.การดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 และ 3.การดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564

 

“ซึ่งการบริหารจัดการดังกล่าวเมื่อคนต่างด้าวดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดครบถ้วน จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,696,638 คน อันเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องการขาดแคลนแรงงานและทำให้นายจ้าง/สถานประกอบการ สามารถจ้างงานคนต่างด้าวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคนต่างด้าวสามารถอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อการทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ภายหลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสมจะก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบต่อภาคการผลิตและธุรกิจอย่างที่ไม่อาจคาดการณ์ได้จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนนายจ้าง/สถานประกอบการ และภาคการผลิตให้สามารถจ้างคนต่างด้าวดังกล่าวซึ่งประสงค์จะทำงานสามารถอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อการทำงานต่อไป” นายสุชาติกล่าว

Advertisement

นายสุชาติกล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้เสนอเรื่อง การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพื่อรองรับการฟื้นฟูประเทศภายหลังการผ่อนคลายมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ให้ ครม.พิจารณา ซึ่งได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ 1.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีสถานะถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยคนต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งมีจำนวนกว่า 1.6 ล้านคน หากคนต่างด้าวประสงค์จะทำงานต่อไป จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568

นายสุชาติกล่าวว่า และ 2.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 4 สัญชาติ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อาทิ การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานสิ้นสุดโดยผลของกฎหมาย หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงแต่ไม่ได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Over Stay) ซึ่งได้ทำงานกับนายจ้างก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 โดยนายจ้าง/สถานประกอบการยื่นบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว (Name List) ผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2565 มีจำนวน 731,332 ราย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 172,553 คน และพื้นที่ต่างจังหวัด 558,779 คน และเมื่อดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดครบถ้วนจะได้รับอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 และหากคนต่างด้าวดังกล่าวประสงค์จะทำงานต่อไป จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานครั้งละ 1 ปี ไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568

“การนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศตามเอ็มโอยู (MOU) โดยเริ่มดำเนินการนำเข้าตามเอ็มโอยูอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นมา โดยระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2564-วันที่ 9 กันยายน 2565 มีการยื่นคำร้องขอนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ จำนวน 13,019 คำร้อง เป็นคนต่างด้าว จำนวน 330,106 คน (กัมพูชา 73,031 คน ลาว 36,899 คน และเมียนมา 220,175 คน) และได้อนุญาตคำร้องดังกล่าว จำนวน 11,516 คำร้อง เป็นคนต่างด้าว จำนวน 315,804 คน (กัมพูชา 69,558 คน ลาว 32,967 คน และเมียนมา 213,279 คน) โดยมีคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้ว จำนวน 69,356 คน (กัมพูชา 17,465 คน ลาว 9,108 คน และเมียนมา 42,783 คน)” นายสุชาติกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากผลการดำเนินการในครั้งนี้ ทำให้กระทรวงแรงงานได้มีการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวให้นายจ้าง/สถานประกอบการมีกำลังแรงงานที่เพียงพอในการขับเคลื่อนธุรกิจและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และในอนาคตกระทรวงแรงงานมีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของการให้บริการด้านการทำงานของคนต่างด้าวให้ดียิ่งขึ้น อาทิ การลดขั้นตอน การลดระยะเวลา และการลดการใช้เอกสาร รวมทั้งการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวอย่างเต็มความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นที่ตั้ง รวมทั้งคนต่างด้าวสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด” นายสุชาติกล่าว