อนุทิน แนะหลังโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง ผอ.รพ.บริหารงบให้คุ้ม ไม่คิดแค้นหมอชนบท
เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานมหกรรมจัดการความรู้จากบทเรียนโควิด-19 ในหัวข้อ “การพัฒนาระบบสุขภาพที่ยั่งยืน หลังวิกฤตการณ์โควิด-19” ว่า ตนได้กล่าวในครั้งแรกของการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ สธ. ขอยืนยันว่า ตนมาดี ต้องการให้ สธ.เป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นที่ที่ทำให้ความทุกข์ของประชาชนคลี่คลาย ถือว่าตนเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ที่โชคดีและมีบุญที่ได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการฯ จากที่เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ มา 2 ปี ดังนั้น เมื่อมาดำรงตำแหน่งก็รู้จักมักคุ้นกับบุคลากรใน สธ. เกิดความเคารพนับถือ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือกันด้วยดี
นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ช่วงแรกตนประชุมร่วมกับผู้บริหาร เกิดความอึดอัด จนน้ำตาร่วง ไม่ได้เป็นเพราะโควิด-19 แต่เพราะทนเห็นความตั้งใจของข้าราชการสาธารณสุข ที่ทำงานท่ามกลางความอัดอั้นและแรงกดดันต่างๆ แต่ทุกท่านก็ตั้งใจทำงาน ไม่ให้คนข้างนอกรู้ว่าเป็นความยากลำบาก แต่เราไม่ปล่อยให้เสียเวลาไปเปล่าๆ อย่างน้อยเราต้องแกร่ง อึดและสู้ โดยตนมั่นใจว่าบุคลากรทางแพทย์ไม่มีทางยอมแพ้ จากความทุ่มเทของทุกท่านทำให้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โควิด-19 จะถูกลดระดับจากโรคติดต่อร้ายแรงเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังเหมือนกับทุกโรค แต่ยังต้องมีความปลอดภัยกับประชาชน ซึ่งทางการแพทย์ได้สร้างพื้นฐานสุขภาพทั้งการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือให้กับประชาชนไว้แล้ว
“สธ. ถือเป็นกระทรวง ที่กำหนดทิศทางของประเทศทุกอย่าง ทุกประกาศที่ผ่อนคลายมาตราการโควิด-19 หมายถึงความรับผิดชอบของเราที่เพิ่มขึ้น แต่เราก็พร้อมให้ประชาชนได้เดินหน้าต่อ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าทุกคนจะปลอดภัยจากโควิด-19 เราอาจเกลียดโควิดในฐานะโรคติดต่อ แต่โควิด-19 ก็ให้โอกาสหลายอย่าง ทำให้พื้นฐานระบบสาธารณสุขแข็งแกร่งขึ้น ไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกเรื่องระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ระบบสุขภาพเรามีความมั่นคงเข้มแข็ง มีรากฐานดี โควิดมาเสริมให้พร้อมมากขึ้น รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้การดูแลสุขภาพประชาชนในโรงพยาบาล (รพ.) ทุกแห่งเป็นไปด้วยดี และสามารถแก้ไขปัญหาเงินบำรุง รพ. ในสังกัด สธ. จากที่เคยขาดแคลนก็มีเพิ่มขึ้น เดิมทั่วประเทศมีเงินบำรุง 30,000 ล้านบาท และอยู่ใน รพ.ใหญ่ๆ ก็เพิ่มมาเกือบ 100,000 ล้านบาท และกระจายทั่วทุก รพ.ใหญ่น้อยทั้งประเทศ ทำให้เกิดความคล่องตัวว่าประเทศที่ต้องฟื้นตัว ถ้ามีปัญหาการจัดสรรงบประมาณบ้าง ก็มีเงินบำรุง รพ.ไปดูแลประชาชน เพิ่มศักยภาพ รพ. ดูแลบุคลากรในสังกัดตนเอง ก็ให้นโยบายชัดเจนว่าเงินพวกนี้ฝากไว้เฉยๆ ไม่ได้ ต้องเอาไปหมุนไปใช้ จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าใช้ในระบบอยู่ในประเทศไทย ก็เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น
“ยิ่งถ้าหมุนเงินเหล่านี้ลงไปในรูปของสินทรัพย์ การพัฒนาบุคลากร พวกนี้คือการลงทุนที่จะได้กลับมาเป็นดอกผล อย่าไปคิดว่าเป็นค่าใช้จ่าย หากเก็บเป็นเงินสด ก็มีภาวะเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อหรือปัญหาต่างๆ ขอให้วางแผนบริหารเงินให้ดี รพ.ไหนที่มีเงินมากต้องการช่วย รพ.ที่ต้องการใช้เงินก็ทำได้ อาจเป็นรูปแบบการกู้ยืมหรือเงินหมุน โดยมีองค์กรกลางคอยกำกับ หรืออย่างคนชอบบอกว่าแพทย์ขาดแคลน ปีหนึ่ง มีแพทย์เกษียณตั้งเท่าไร แต่ละคนยังแข็งแรง ทำไมไม่หาช่องทางให้ใช้ความเป็นแพทย์มาดูแลประชาชน มาถ่ายทอดความรู้ให้เด็กรุ่นใหม่ แพทย์รุ่นใหม่ ช่วยวางระบบประคับประคองให้แข็งแกร่ง โดยใช้เงินบำรุงต่างๆ เอามาสนับสนุน ก็ช่วยให้มีรายได้เลี้ยงชีพเพิ่มเติม ซึ่งอนาคตแค่เงินบำนาญเชื่อว่าไม่พอ ก็จะช่วยสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ไม่เป็นภาระต้องไปเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ปกติเวลาไปพูดที่ต่างๆ มักพูดถึง อสม.หมอคนที่ 1 ก็ขอว่าแพทย์หรือนักวิชาการสาธารณสุขต่างๆ อย่าน้อยใจ เพราะ อสม.ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ระบบสาธารณสุขขับเคลื่อน เป็น Backup ให้สาธารณสุข แต่ย้ำเราไม่เคยลืมบุคลากรทั้งหมดที่ต้องตอบแทนและดูแลในสิ่งที่เราทำได้ แต่จะไปเทียบกับ อสม.ไม่ได้ เพราะพวกเราเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ ที่มีเงินเดือนมีรายได้ประจำ ช่วงผลกระทบโควิดก็ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่มีการเลิกจ้างอย่างบริษัทห้างร้าน ที่ตัดเงินเดือน ปลดพนักงาน ซึ่งเราข้าราชการสาธารณสุขก็ต้องมีความรับผิดชอบเสียสละในอุดมการณ์ ในเจตนารมณ์ของพวกเรา สำหรับนโยบาย Health for Wealth ก็ขอให้สร้างสมดุลกันให้ดี เพราะหาก Healthy แต่ไม่ Wealthy ก็ทำงานหนักจนตาย แต่หาก Wealthy แต่ไม่ Healthy ก็ตายก่อนโดยไม่ได้ใช้เงิน
“ถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาดูแล สธ.อีกไม่ว่าจะมาดูแลเองหรือคนอื่นเข้ามาดู จะขอแก้ตัวทุกครั้งที่มีโอกาส สิ่งใดที่ไม่พอใจโดยเฉพาะชมรมแพทย์ชนบทที่เขียนว่าผมมา ผมรับฟัง ไม่โกรธไม่แค้นไม่เกลียด ตัวผมเองรู้ตัวดี เพราะฉะนั้นถ้าติเพื่อก่อก็รับฟัง ใครตีอะไรมา ผมก็ทำเป็นงอนนิดหน่อย แต่พอคิดได้ 2-3 วัน ว่าเข้าท่า ก็เอามาทำงานหมด ผมไม่เคยมีความเกลียดแค้นใคร แม้ผมจำยาวก็ไม่เอาคืน ขอให้ไม่ต้องกังวลทำงานกันไปแล้วงานเหล่านั้นคุณงามความดีเหล่านั้นจะมาลบเมมโมรีเองโดยที่ไม่มีการตอบโต้ใดๆ” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นของการจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้ จะมีพิธีแสดงมุทิตาจิตต่อข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่เกษียณอายุราชการประจำปี 2565

