อนุทิน นำทัพ สธ.ประกาศพร้อมลดระดับโควิด 1 ต.ค. ยันยา-วัคซีน ฟรี! ตามสิทธิ ติดเชื้อไม่กักตัว
วันที่ 26 กันยายน 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมด้วย นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัด สธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงการเตรียมพร้อมป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ของ สธ. หลังยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และยุบศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2565

นายอนุทินกล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติก่อนที่จะมีภาวะโรคระบาด ภาพรวมถือว่ามีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาก ประเทศส่วนใหญ่ทั้งทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา และเอเชีย กลับมาดำเนินชีวิตและมีกิจกรรมอย่างปกติ วันนี้ สธ.จะมาแจ้งให้ประชาชนทราบถึงแผนปฏิบัติการและแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไปหลังจากที่รัฐบาลกำหนดให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยปัจจุบันมีอัตราป่วยและเสียชีวิตถือว่าต่ำ ประชาชนมากกว่าร้อยละ 92 มีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กว่า 143 ล้านโดส และประชาชนบางส่วนมีภูมิคุ้มกันธรรมชาติจากการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง โดยเดือนกันยายน มีจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล (รพ.) และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายอนุทินกล่าวว่า ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจึงมีมติให้ลดระดับโควิด-19 จากการเป็นโรคติดต่ออันตราย มาเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ลำดับที่ 57 ตนได้นำมติของคณะกรรมการฯ ออกประกาศลงนามยกเลิกโรคโควิด-19 จากการเป็นโรคติดต่ออันตราย มาเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป
“ถือเป็นหมุดหมายที่ทำให้เราเข้าใจตรงกันว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น ซึ่งความจริงนั้นโรคโควิด-19 ได้คลายความรุนแรงมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีความตระหนักและระวังตัวเองในการใช้ชีวิต ทำให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อด้ววยมาตรการ DMHTT” นายอนุทินกล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ยืนยันว่าการรักษายังดูแลฟรีตามสิทธิ ตามขั้นตอน ตามมาตรฐาน ตามดุลพินิจของแพทย์เต็มที่ ยา วัคซีนก็พร้อม หากมีภาวะฉุกเฉินก็สามารถใช้สิทธิยูเซ็ปเข้ารักษาสถานพยาบาลที่ไหนก็ได้ ทั้งนี้การฉีดวัคซีน 3 เข็ม ยังไม่เพียงพอ ขอให้ประชาชนมารับวัคซีนเข็มที่ 4 เป็นอย่างต่ำ ส่วนเข็มที่ 5 กรณีคนที่ต้องทำงานใกล้คนหมู่มาก ก็ขอให้มาฉีดได้
“ช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ สธ.จะเร่งประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนทุกวัน ให้มีความมั่นใจและเข้าใจว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไรหลังจากที่โรคโควิด-19 ถูกลดระดับลงมาเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เพื่อให้ประชาชนเกิดความคุ้นชินและมีความสบายใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ผู้บริหารที่อยู่ข้างตนจะทำงานอย่างต่อเนื่อง โดย นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัด สธ. จะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ในการรักษาพยาบาลและเตรียมพร้อมการรักษาพยาบาลสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค จะไปดำรงตำแหน่ง ปลัด สธ. จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า อธิบดีกรมควบคุมโรคที่ปฎิบัติหน้าที่มาตลอด 2 ปี ต้องมีความเข้าใจในเรื่องการควบคุมป้องกันโรคโควิด-19 รวมถึงการคัดกรอง การบริการ การบริหารโรคระบาด ทั้งโควิด-19 และโรคอื่นๆ เมื่อท่านดำรงตำแหน่งปลัด สธ.แล้ว จึงสามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆเพื่อทำการเชื่อมต่อได้ ขอให้ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่างานจะมีความต่อเนื่องและจะถูกบริหารโดยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการบริหารสถานการณ์โควิดได้เป็นอย่างดี
รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ขณะที่ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมโรค จะเข้าใจมิติการให้บริการ การตั้งมาตรการต่างๆ การดูแลครอบคลุมในเรื่องการรักษาพยาบาล และความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน เมื่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมโรค ก็จะสืบเนื่องทั้งระบบการให้บริการ การเฝ้าระวัง และการป้องกันควบคุมโรค ส่วน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ จะมีภารกิจในเรื่องของวิธีการรักษา การใช้ยาต่างๆ ซึ่งหลายคนอาจกังวลว่า ยานี้ดีหรือเปล่า ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร ซึ่งมีการออกไกด์ไลน์ หรือข้อบ่งชี้การรักษาออกมา ดังนั้น งานนอกจากจะต่อเนื่องแล้วก็ยังเชื่อมโยงกันอีก โดยจะทำให้เกิดการรวมศูนย์ของ สธ. มีการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งหมด
“จากนี้ไป การบริหารสถานการณ์โควิด-19 จะอยู่ในความรับผิดชอบของ สธ.อย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กรุณาจัดตั้ง ศบค. ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา และเมื่อมีความจำเป็น ท่านก็ได้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคนี้ตามสมควรแก่เหตุ ยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้เพื่อช่วยป้องกันและเฝ้าระวังโรค ไม่ได้กระทบต่อวิถีชีวิตที่เป็นปกติของประชาชนแต่อย่างใด แต่เพื่อความร่วมมือร่วมกันของทั้งท่านนายกฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทำให้เรามาถึงจุดที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรอิสระมีมติที่จะให้ลดระดับโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่ง สธ.ได้ทำตามขั้นตอนทางกฎหมายทุกประการ” นายอนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้ความมั่นใจว่า สธ. จะไม่ตั้งอยู่บนความประมาท เรามีความพร้อมที่จะให้บริการทางสุขภาพอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอให้เชื่อมั่นความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขว่า เราจะตั้งมั่นในการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโควิด-19 แต่รวมถึงโรคใดๆ ก็ตามที่เป็นปัญหาสุขภาพ ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักประจำของกระทรวงฯ อยู่แล้ว จากนี้ไปขอให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติให้มากที่สุด เพียงแต่ต้องตระหนักรู้และพึงระมัดระวังตน หากต้องเข้าไปในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง ปฏิบัติมาตรการ DMHT รวมถึงประเมินสถานการณ์ในการป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัย หรือเมื่อไร ควรจะอยู่ห่างจากผู้อื่น

ด้าน นพ.สุระกล่าวว่า สถานพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัด สธ. มีประมาณ 900 แห่ง และมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 9,000 กว่าแห่ง กำลังคนกว่า 4 แสนคน จึงมีความพร้อมสำหรับขาลงในช่วงนี้ ขณะที่ สถานการณ์เตียงทั้งหมด 73,000 เตียง ซึ่งเคยขยายได้ถึง 140,000 เตียง ข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2565 มีผู้ป่วย 4,800 ราย คิดเป็น ร้อยละ 6 ของเตียงที่มีอยู่
“ภาพรวมทั้งหมด พบว่า อยู่ในระดับอาการไม่รุนแรงคือระดับ 2.1 และ 1 เกือบร้อยละ 90 ส่วนเตียงระดับ 2.2 และ 3 มีแค่ร้อยละ 10 กว่าๆ ถือว่าเตียงมีความเพียงพอ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่ใช้ท่อช่วยหายใจ 287 รายอาการรุนแรง 497 ราย ทั้งนี้ ใช้ยา 3 ตัว คือ 1.ยาฟาวิพิราเวียร์ เหลืออยู่ 5.6 ล้านเม็ด อัตราการใช้ 58,000 เม็ดต่อวัน เพียงพอใช้ 3.1 เดือน แผนจัดซื้อ 10 ล้านเม็ด สำหรับ 5.5 เดือน 2.โมลนูพิราเวียร์ 20 ล้านเม็ด เฉลี่ยใช้วันละ 1.4 แสนเม็ด เพียงพอใช้ 4.5 เดือน จัดซื้อเพิ่ม 35 ล้านเม็ด สำหรับ 7.2 เดือน และ 3.ยาเรมเดสซิเวียร์ 23,451 ไวอัล ใช้เฉลี่ยวันละ 1,219 ไวอัล พอใช้ 0.6 เดือน จัดซื้อเพิ่ม 3 แสนโดส สำหรับ 8.2 เดือนฉะนั้น สำหรับวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ยาและบุคลากรมีเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เราใช้บุคลากรเกือบทั้งหมดดังนั้นทุกคนมีประสบการณ์อย่างแน่นอน” นพ.สุระกล่าว

ด้าน นพ.โอภาสกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ทั้งผู้ป่วยเข้า รพ. ผู้ป่วยอาการหนัก รวมถึงผู้เสียชีวิตแต่ต้องพยายามลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ปี 2566 คาดว่าการระบาดจะพบได้ 1-2 ครั้ง เป็นไปตามฤดูการคล้ายไข้หวัดใหญ่ สำหรับระบบที่วางไว้คือ 1.เฝ้าระวังผู้ป่วยใน รพ. 2.เฝ้าระวังเป็นกลุ่มก้อน และมีทีมสอบสวนโรค และประกาศ พิจารณาเป็นโรคระบาดเฉพาะพื้นที่ โดยมีคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเป็นคนควบคุม 3.เฝ้าระวังสถานที่เฉพาะ เช่น โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ 4.เฝ้าระวังสายพันธุ์กลายพันธุ์ สำหรับวัคซีนมีในมือและในสัญญาซื้อ 42 ล้านโดส เพียงพอฉีด 6 เดือน แต่หากต้องใช้เพิ่มก็สามารถจัดหาได้ เบื้องต้น ฉีดตามความสมัครใจ ปีละ 1-2 ครั้ง แต่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง สำหรับการตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ ปฏิบัติการมาตรการ DMHT ส่วนประชาชนทั่วไปแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าพื้นที่แออัด

ขณะที่ นพ.ธเรศกล่าวว่า สัปดาห์ที่แล้ว มีการนัดหมายกองทุนที่เกี่ยวข้องมาหารือขอยืนยันว่าการรักษาอย่างเป็นการรักษาฟรีตามสิทธิ ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ยากิน ยาฉีด โดยทั้ง 3 กองทุน ได้เตรียมงบประมาณไว้รองรับแล้ว กรณีผู้ป่วยโควิด-19 ฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิยูเซ็ป พลัส (UCEP PLUS) สำหรับสถานพยาบาลชั่วคราวจะยุติทั้งหมดในสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่หากมีสถานการณ์อะไรก็ประกาศเปิดใหม่ได้ ส่วนแรงงานต่างด้าว กรณีมีประกันสุขภาพก็ให้ใช้สิทธิประกัน แต่หากไม่มีประกัน ก็จ่ายค่ารักษาเองตามระบบ

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า แนวทางรักษาโควิด-19 ฉบับปรับปรุงล่าสุด ที่จะเสนอเข้าที่ประชุม EOC ในวันที่ 28 กันยายนนี้ และเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป คือ หากติดเชื้อไม่มีอาการให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และปฏิบัติตามมาตรการ DMHT 5 วัน คนมีอาการแต่ไม่มีปัจจัยร่วมก็รักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตาม DMHT เคร่งครัด 5 วัน หากมีปัจจัยเสี่ยงแพทย์จะประเมินเป็นรายๆ ว่าจะแอดมิดหรือไม่ ส่วนเรื่องการให้ยา หากไม่มีอาการก็จะไม่ให้ยา หากอาการไม่รุนแรง ปอดปกติ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่แนะนำให้อะไร อาจจะพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรหรือฟาวิพิราเวียร์ แต่ถ้าให้จะต้องทำให้เร็วที่สุดภายใน 3-4 วัน หากอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง พิจารณาให้กินแพกซ์โลวิดก่อน หากเข้าโรงพยาบาลก็ให้แรมดิซิเวียร์ ก่อนโมนูลพิราเวียร์ แต่กลุ่มนี้จะไม่ได้รับฟาวิพิราเวียร์ กรณีในเด็กต่ำกว่า 12 ปี ให้ดูแลรักษาตามอาการทางอาการ หรืออาจให้ฟาวิพิราเวียร์ 5 วัน กรณีอายุเกิน 12 ปี อาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงจะให้เรสดิซิเวียร์ 3 วันแรก หรือฟาวิพิราเวียร์ 5 วัน หรือแพกซ์โลวิด 5 วัน หรือส่วนคนที่ปอดอักเสบจะให้เรมดิซิเวียร์ 5-10 วัน กรณีไม่มีปัญหาการกินยาหรือดูดซึมอาจให้แพกซ์โลวิด

