‘ชัชชาติ’ ชี้ ก.ย.ฝนตกหนัก 2 เท่าในรอบ 30 ปี สั่งแผนรับ ‘พายุโนรู’ หวั่นหนุนมาทางเจ้าพระยา-เขื่อนป่าสักฯ เร่งเพิ่ม 2.5 ล้านกระสอบ ดึงชุมชนเป็นแนวร่วม ‘ช่วยกัน ดีกว่ากู้ทีหลัง’
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 กันยายน ที่ห้องประชุม ชั้น 19 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม. ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 21/2565 โดยภายหลังจบการประชุม นายชัชชาติพร้อมด้วยทีมผู้บริหาร กทม. ร่วมแถลงข่าวสรุปผลการประชุม
นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นการประชุม 3 เรื่องสำคัญคือ 1.การบริหารจัดการน้ำ สำหรับพายุโนรูที่จะเข้าไทย (อ่านข่าว : ชัชชาติ หวาดเสียว ฝนคาดการณ์ยาก ก.ย.พุ่งทะลุกราฟ แต่พร่องน้ำไว้เยอะ รับมือ ‘โนรู’) 2.เรื่องการเตรียมรับมือกับ สปสช.ที่ยกเลิก 9 โรงพยาบาลตามโครงการบัตรทอง (อ่านข่าว : สภา กทม.เตรียมเสนอญัตติถามแนวทางดูแลชาวกรุงหลัง สปสช.เลิกสิทธิบัตรทอง 9 รพ. และ 3.เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับคนไร้บ้าน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น
นายชัชชาติกล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า ปีนี้น้ำเยอะมาก จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนใน กทม.เดือนกันยายนสูงมาก ปัจจุบันถึงวันที่ 25 ก.ย.มีปริมาณฝนสะสมที่เขตดินแดง 922.5 มิลลิเมตร ถ้าเทียบกับทั้งปี 2564 ประมาณ 907 มิลลิเมตร เกินปีที่แล้วไปแล้ว ค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลังทั้งปี ประมาณ 1,689 มิลลิเมตร
“น้ำปีนี้เยอะมาก กันยายนเดือนเดียว ของเรา (กทม.) 744 มล. ถ้าเทียบเฉลี่ย ก.ย. 30 ปีย้อนหลัง ประมาณ 376 มล. ปัจจุบันคือเกินขึ้นไป 2 เท่าตัวทั้งที่ยังไม่มีพายุเข้าเต็มๆ สักลูก เป็นแค่ร่องความกดอากาศ ดังนั้น ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า อนาคตเรื่องภาวะโลกร้อน ลานิญา ก็จะรุนแรงขึ้น ฝนตกเยอะเป็นจุดๆ มีผลกระทบมากขึ้น
ที่ผ่านมาเราจัดการได้ดีระดับหนึ่ง เพราะน้ำเพิ่ม 2 เท่า ส่วนใหญ่ กทม.ไม่ท่วม จะมีบางจุด เช่น ลาดกระบัง บางเขน มีนบุรี และดอนเมืองบ้าง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะปกติ” นายชัชชาติระบุ
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ส่วนพายุโนรูที่กำลังจะเข้า คิดว่ามาจากฟิลิปปินส์ ขึ้นฝั่งที่เวียดนาม แล้วก็เข้าไทยวันที่ 29 กันยายน (อ่านข่าว : อิทธิพล ‘โนรู’ เข้าเวียดนาม 28 ก.ย. บวกมรสุมตกเฉียงใต้ ทำฝนตกหนักทั่วไทย 28 ก.ย.- 1 ต.ค.)
“ดูแล้วมี 2 แนว คือถ้าขยับมาข้างล่างฝนใน กทม.ก็จะหนัก แต่ถ้าดูรูปแบบฝนน่าจะไปตกที่ภาคอีสาน ภาคกลาง ซึ่งเมื่อเช้าได้ดูฉากทัศน์ (Scenario Planning) มา ถ้าจะกังวลประเด็นหลักคือ น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก กับน้ำที่ลงมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันพื้นที่ฝั่งตะวันออกกับพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ก็ได้ให้ สำนักระบายน้ำเตรียมแผนในการรับมือพื้นที่ฝั่งตะวันออกและเจ้าพระยา ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากฝนตกในพื้นที่ ที่ใช้วิธีดูดออก แต่น้ำจากเขื่อนคือ กันน้ำเข้า จากคันกั้นน้ำริมแม่น้ำและริมคลอง แต่ว่าน้ำที่มาจากเขื่อนป่าสักฯก็จะต้องระบายทางด้านล่างลงมาทางคลองลำปลาทิว คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ต้องทำทางปิดล้อม ก็ได้สั่งให้ทำฉากทัศน์ทั้ง 2 รูปแบบ ในแง่ฝนตกในพื้นที่ ตอนนี้เราเร่งระบายน้ำให้มากที่สุด” นายชัชชาติชี้

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า มาตรการมี 3 ส่วนคือ 1.เร่งระบายน้ำ พร่องน้ำ ให้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้ทุกคลองต่ำกว่าระดับควบคุมแล้ว 2.เสริมคันจุดที่อ่อนแอเพิ่มอีก เช่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและตามคลองต่างๆ ซึ่งตอนนี้ได้มีการจัดงบประมาณ ซื้อกระสอบทรายเพิ่มมา 2,500,000 ลูกแล้ว จะได้พรุ่งนี้ วันพุธและวันศุกร์ ประการที่ 2 คือเสริมความแข็งแรงตามแนวป้องกันน้ำ และ 3.ให้ชุมชนช่วยกันดูแลตัวเองด้วย
“แต่ว่าที่ผ่านมา 1 เดือน เรารู้ว่าตรงไหนคือจุดอ่อนน้ำท่วม ก็แนะนำชุมชนให้ช่วยป้องกันด้วยในระดับหนึ่ง เช่น เอากระสอบทรายไปเพิ่ม แนะนำวิธีการป้องกันเพื่อให้ชุมชนเป็นแนวร่วมป้องกันน้ำท่วมด้วย แทนที่จะปล่อยให้ท่วมแล้วไปกู้ทีหลัง อย่างน้อยช่วยกันคนละไม้ละมือ โดยที่ กทม.ให้ทรัพยากรเพิ่ม เช่น เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย พอถึงเวลาวิกฤตปุ๊บ ช่วยกัน ประชาชนอาจจะต้องขนของย้ายก่อน แล้วก็ช่วยป้องกันพื้นที่ตัวเอง จะบรรเทาความเสียหายได้ดีขึ้น คือมาตรการหลักๆ แต่เราก็มอนิเตอร์เหตุการณ์ตลอด” นายชัชชาติกล่าว

