สธ.-กทม.ผนึกกำลังอัดฉีดวัคซีนโควิดต่อเนื่อง ย้ำ! กลุ่ม 608 เข็มกระตุ้นสำคัญมาก
วันนี้ (30 กันยายน 2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิการบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.ณรงค์ อภิกุลวนิช ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 6 และ พญ.ป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงแผนการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายหลังโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

นพ.โสภณ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นระยะท้ายของการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิตน้อยลง เมื่อเทียบหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาล (รพ.) อาการปอดอักเสบ 480 ราย ลดจาก 2 สัปดาห์ก่อนที่มี 650 ราย ใส่เครื่องหายใจ ลดจาก 331 ราย เหลือ 263 ราย เสียชีวิต ต่ำกว่า 2 หลัก โดยวันนี้มีเสียชีวิต 9 ราย ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วัน ลดลงต่อเนื่องในทุกตัวเลข อย่างไรก็ตาม ผู้เสียชีวิต 9 รายใหม่ ยังคงเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 จำนวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 56 และไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น 4 ราย ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ที่โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง สธ. อยู่ระหว่างวางแผนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้สะดวก โดยเฉพาะระบบของ สธ.จะให้บริการฉีดได้ตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวมถึงการจัดหาวัคซีนรุ่นใหม่ให้เพียงพอ
นพ.โสภณ กล่าวถึงการฉีดวัคซีนของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า ล่าสุดฉีดสะสม 143 ล้านโดส ประชากรไทยได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม ร้อยละ 82 รับเข็มที่ 2 ร้อยละ 77 และเข็มที่ 3 ร้อยละ 46 จึงยังต้องดำเนินการต่อเนื่องในเดือนตุลาคมนี้
“อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาผลดีที่ได้รับการจากฉีดวัคซีนตามการจำลองแบบคณิตศาสตร์ พบว่า วัคซีนป้องกันเสียชีวิตในประเทศไทยได้กว่า 4.9 แสนราย แบ่งเป็น ปี 2564 จำนวน 382,600 ราย ปี 2565 อีก 107,400 ราย ซึ่งช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การที่ไทยป้องกันการเสียชีวิตได้จำนวนมาก เนื่องจากนโยบายการฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพ เน้นกลุ่มบุคลากรการแพทย์ กลุ่มเสี่ยง 608 ให้รับวัคซีนเป็นลำดับต้นๆ รวมถึงการฉีดในพื้นที่ระบาดรุนแรงเพื่อลดการติดเชื้อ และที่สำคัญไทยมีมาตรการป้องกันอื่นๆ คู่กับการฉีดวัคซีน เช่น สวมหน้ากาก โดยอัตราการเสียชีวิตต่อล้านคนของไทยอยู่ที่ 467 ราย เมื่อนำตัวเลขเทียบกับประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงไทย พบว่า การเสียชีวิตของไทยน้อยกว่ามาก เช่น อังกฤษ 2,765 ราย ฝรั่งเศส 2,364 ราย มาเลเซีย1,092 ราย ฯลฯ” นพ.โสภณ กล่าว
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กองระบาดได้ศึกษาประสิทธิภาพการฉีดวัคซีนเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พบว่า การฉีด 2 เข็ม ป้องกันป่วยหนักร้อยละ 60 ตายร้อยละ 72 แต่ถ้ารับ 4 เข็ม ป้องกันป่วยหนัก ใส่เครื่องช่วยหายใจ และตาย ได้ร้อยละ 100 ซึ่งข้อมูลผู้เสียชีวิตรายสัปดาห์วันที่ 18-24 กันยายน 2565 รวม 72 ราย อยู่ในกลุ่ม 608 ทั้งร้อยละ 100 และพบว่า ไม่ได้รับวัคซีน 37 ราย คิดเป็นร้อยละ 51.39 จากการคำนวณประโยชน์การฉีดวัคซีนในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พบว่า ลดการเสียชีวิตในผู้สูงอายุถึง 41 เท่า เมื่อเทียบกับคนไม่ได้รับวัคซีน
“อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี อีก 1,954,496 ล้านคน ยังไม่ได้รับวัคซีน จึงขอรณรงค์ให้ไปรับวัคซีน โดยเฉพาะในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ที่มีการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น จึงจำเป็นต้องรับวัคซีน และรับเข็มกระตุ้นในกลุ่มเสี่ยง หากฉีดเข็มที่ 3 นานกว่า 3 เดือน ต้องไปรับเข็มที่ 4 เพื่อลดการเสียชีวิตด้วย” นพ.โสภณ กล่าวและว่า สำหรับวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการปรับมาตรการใหม่ โดยผู้ที่มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ ยังต้องเข้มงวดมาตรการป้องกัน DMH คือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก และล้างมือ ส่วน ประชาชนทั่วไป ให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด เช่น ขนส่งสาธารณะ รพ. สถานที่ดูแลผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ขณะที่ สถานประกอบการ ให้คัดกรองพนักงานเฉพาะผู้มีอาการป่วย ถ้าพบป่วยเป็นกลุ่มก้อนให้แจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ และไม่แนะนำตรวจ ATK ในคนที่ไม่ป่วยหรือไม่มีอาการ ทั้งนี้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ด้าน นพ.ณรงค์ กล่าวว่า การรับวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 ภาพรวมประเทศยังครอบคลุมไม่สูง ยังอยู่ที่ร้อยละ 40 ฉะนั้น ยังมีช่องว่างที่จะทำให้ประชาชนปลอดภัยมากขึ้น หากแบ่งเป็นเขตสุขภาพ 1-12 พบว่า เขตสุขภาพที่ 8, 11 และ 12 ที่ฉีดเข็มกระตุ้นในทุกกลุ่มประชากรยังไม่ถึงร้อยละ 40 อย่างไรก็ตาม ความพร้อมสถานพยาบาลในการให้บริการวัคซีน ได้เตรียมวัคซีนทุกแพล็ตฟอร์มไว้ตั้งแต่ รพ.สต. อย่างเพียงพอ และกระจายทุกจุดบริการในทุกจังหวัด โดยจะมีการลงพื้นที่ฉีดผ่านกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีหน่วยบริการเคลื่อนที่สำหรับผู้ป่วยติดเตียง เปิดนัดหมายล่วงหน้าใน รพ.ต่างๆ และสามารถปูพรมฉีดในพื้นที่ระบาดได้ นอกจากนั้น ยังมีบริการฉีดภูมิคุ้มกันระยะยาว (LAAB) จะมีกลุ่มเฉพาะ โดยเฉพาะผู้บกพร่องในการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อเนื่องประมาณ 6 เดือน ขณะที่ เด็ก 6 เดือน ถึง 4 ปี สามารถรับวัคซีนไฟเซอร์ฝาแดง ตามความสะดวกใจ ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม กรณีติดเชื้อแล้วให้เว้น 3 เดือนนับจากวันพบเชื้อ แล้วไปรับวัคซีน จำนวน 3 เข็ม โดยไม่ต้องตรวจเชื้อก่อนวัคซีน
ขณะที่ พญ.ป่านฤดี กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม. ให้บริการวัคซีนตามแนวทางที่ สธ. กำหนด และขอบคุณที่ สธ. สนับสนุนวัคซีนและหน่วยบริการฉีด เช่น ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ ทำให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉีดสะสมถึง 27.8 ล้านโดส ฉีดเข็มที่ 2 ร้อยละ 110.82 และเข็มที่ 3 ร้อยละ 70 ทั้งนี้ กทม.กำหนดเป้าหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 70 ซึ่งปัจจุบันฉีดแล้วร้อยละ 69.85 ขณะเดียวกัน การฉีดในกลุ่ม 608 ก็สูงถึงร้อยละ 68.83 อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่ 1 ตุลาคมนี้ กทม.ก็ยังให้บริการวัคซีนตามความสมัครใจอย่างต่อเนื่อง แต่จะในกลุ่มเน้น 608 ให้เกินร้อยละ 70 จึงเปิดบริการนัดหมายและวอล์กอิน (Walk in) เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง, รพ.ในสังกัด กทม.ทุกแห่ง ก็ยังให้บริการตามปกติ ศูนย์ฉีดวัคซีนกีฬาเวสน์ 2 ไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เปิดทุกวัน ระหว่างเวลา 8.00-16.00 น.
พญ.ป่านฤดี กล่าวว่า หากประชาชนที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน สามารถติดต่อตามสิทธิสุขภาพของตนเองตามปกติ ส่วนข้อมูลการฉีดวัคซีนที่ขึ้นในแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” หากข้อมูลไม่ถูกต้อง สามารถติดต่อที่สายด่วน 1555 เพื่อแก้ไขข้อมูลได้ด้วย

