กรมอนามัยเร่งให้ความรู้ ปชช. ยุติครรภ์ปลอดภัยไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่อใช้เทเลเมดิซีนให้คำปรึกษา
ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกในการยุติการตั้งครรภ์ ตามมาตรา 305 (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2565 โดยได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อที่ 26 กันยายน 2565 และจะมีผลบังคับเมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันประกาศ โดยหญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้โดยไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา แต่หญิงนั้นต้องได้รับคำปรึกษาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ สธ.กำหนด
วันนี้ (2 ตุลาคม 2565) นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกฎหมายยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกกฎหมาย โดยอายุครรภ์ต้องไม่เกิน 20 สัปดาห์ ว่า กฎหมายที่ออกมานั้น ต้องย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนที่เดินเข้ามายังสถานพยาบาลแล้วจะได้รับการยุติครรภ์ เพราะจะมีขั้นตอนตามกระบวนการ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา พิจารณาว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร โดยข้อมูลพบว่า มารดาที่ได้รับคำปรึกษาเกินครึ่งหนึ่งเปลี่ยนใจแล้วตั้งครรภ์ต่อ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่การยุติครรภ์จะถูกกฎหมาย ทำให้หลายคนไปทำแท้ง ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้เพราะส่วนใหญ่คนที่ทำไม่ได้ผ่านการอบรมมาโดยตรง อันตรายที่เกิดขึ้นบ่อย คือ ติดเชื้อ ตกเลือด บางรายมีภาวะแทรกซ้อนตลอดชีวิตไม่สามารถมีลูกได้ บางรายอาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อมีกฎหมายยุติครรภ์ที่ถูกต้องออกมาแล้ว หน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมถึงเครือข่ายภาคเอกชนสามารถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมารับคำปรึกษาในส่วนนี้ได้
“คนที่ไม่กล้าไปสถานบริการ เพราะกลัวว่าจะผิดกฎหมาย ก็จะกล้าเข้าไปปรึกษามากขึ้น ทั้งนี้ สำนักอนามัยเจริญพันธุ์ มีความพยายามทำระบบออนไลน์ผ่านระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เป็นคลินิกให้คำปรึกษาโดยไม่เห็นหน้ากัน ทำให้วัยรุ่นกล้าเข้ามาปรึกษาได้ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำว่าควรไปรับบริการที่ใด แต่ก็เป็นความจริงว่า หน่วยบริการยุติการตั้งครรภ์ยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ที่จะทำด้วย หลายคนทำใจไม่ได้ที่จะต้องทำ ก็ขอไม่ทำ แต่ก็จะมีเครือข่ายแพทย์ที่ยินดีจะทำอยู่มากเหมือนกัน โดยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฉบับนี้ออกมาแล้ว แพทย์ที่ไม่พร้อมทำตามนโยบาย จะต้องส่งต่อไปยังหน่วยที่มีความพร้อม” นพ.เอกชัยกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสสังคมที่มองว่าก่อนหน้านี้ สธ.ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเด็กเกิดน้อย แต่ล่าสุดมีกฎหมายยุติครรภ์ที่กว้างขึ้น จะส่งผลกระทบกันอย่างไร นพ.เอกชัยกล่าวว่า นโยบายส่งเสริมการมีบุตรเน้นให้เด็กเกิดอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ส่งเสริมให้เกิดเยอะแต่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งส่วนนี้จะต้องมีวิธีการช่วยเหลือทางสังคมต่อไป ยกตัวอย่าง การคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ถูกบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ที่มารดาสามารถคัดกรองให้เร็วที่สุดตั้งแต่ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการยุติครรภ์ เป้าหมายคือ ต้องการลดเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม เนื่องจากข้อมูลชี้ชัดว่า เด็กกลุ่มนี้มีโรคภัยไข้เจ็บเยอะ ค่ารักษาพยาบาลต่อคนตลอดชีวิตหลายสิบล้านบาท ฉะนั้น การค้นเจอแล้วยุติครรภ์ ก็จะช่วยลดภาระผู้ปกครอง
“แม้จะมีนโยบายดังกล่าวออกมา ก็มีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย แต่มุมของพ่อแม่ที่ฐานะร่ำรวย มีศักยภาพพอก็ไม่มีปัญหา เลี้ยงลูกดาวน์ซินโดรมได้ แต่ครอบครัวที่ยากจน ก็อาจเกิดปัญหาได้ กระทบคุณภาพชีวิตที่ต้องคอยเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ดังนั้น นโยบายยุติครรภ์ จะต้องเลือกว่าเหมาะหรือไม่อย่างไร” นพ.เอกชัยกล่าว
เมื่อถามต่อว่า จะสื่อสารต่อสังคมให้มองถึงต้นเหตุการณ์ตั้งครรภ์ว่าควรป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดค่านิยมว่า หากท้องไม่พร้อม ก็ทำแท้งได้ นพ.เอกชัย กล่าวว่า เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้เด็กตระหนักเรื่องเพศศึกษา การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ที่จะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต ข้อมูลการคลอดบุตรที่มาจากมารดาวัยรุ่นในไทย ลดลงเรื่อยๆ ทุกปี จากที่เคยติดอันดับต้นๆ ของเอเชียอยู่ที่ 50 ต่อ 1,000 ก็ลดลงมาราว 30 ต่อ 1,000 ถือว่าไทยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ขณะที่ การตั้งครรภ์ซ้ำในกลุ่มนี้ ยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน ร้อยละ 10 ซึ่งต้องลงไปหาสาเหตุ เช่น บางคนมีความต้องการมีลูกเพิ่มเพราะมีศักยภาพเพิ่มขึ้น บางคนมีลูกกับสามีคนใหม่
“ทั้งนี้ ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ครอบครัวและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือแก้ไขปัญหา ต้องทำให้เด็กมีความรู้เรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน เพื่อลดปัญหาเหล่านี้ได้ หลายประเทศที่ขยับเรื่องนี้ไปก่อนไทยก็ทำได้ดี อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์ ควบคู่ไปกับกฎหมายยุติครรภ์ คงไม่ใช่กฎหมายออกมาเพียวๆ แต่มาตรการอื่นไม่พร้อม” นพ.เอกชัยกล่าว

