จิตแพทย์แนะสื่อรายงานข่าวหั่นศพ ไม่ควรฉายภาพความรุนแรงซ้ำ หวั่นเลียนแบบ
กรณีเหตุความรุนแรงที่สะเทือนขวัญ ชายวัย 35 ปี ลงมือก่อเหตุฆาตกรรมแฟนสาวอายุ 30 ปี ภายหลังที่ถูกจับกุมได้ให้คำสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงแรงจูงใจ ขั้นตอนการวางแผนฆาตกรรมอย่างละเอียด ซึ่งระบุว่าเลียนแบบตามภาพยนตร์ต่างประเทศ และมีการวางแผนล่วงหน้ามานานแล้ว โดยบางสำนักข่าวได้นำเสนอรายละเอียดจากคดีดังกล่าว ทำให้เกิดข้อกังวลของสังคมว่าจะเป็นตัวอย่างเหตุลอกเลียนแบบความรุนแรงหรือไม่
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการก่อเหตุดังกล่าวที่รายงานเป็นข่าวก็จะเป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ปัจจัยเชิงลึกต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายร่วมกับการแพทย์ แต่หากวิเคราะห์เบื้องต้นที่ผู้ก่อเหตุระบุว่าเลียนแบบจากหนังหรืออื่นๆ แต่เป็นเรื่องน่าเสียใจที่เรื่องนี้ผ่านกลไกการวางแผนมาแล้ว ซึ่งฟ้องถึงจิตใจที่โหดร้ายของคนในสังคมที่อาจจะมีรายอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่
“อย่างไรก็ตาม เหตุปัจจัยความรุนแรง เกิดจากความขัดแย้งในความสัมพันธ์นี้ฟ้องให้เห็นว่า มีประชาชนที่ไม่เข้าใจการแก้ปัญหา ปรับใจกับการสูญเสียความรักที่เกิดความเจ็บปวด ทำให้เกิดความรู้สึกโกรธ เกลียดชังเป็นความก้าวร้าว ถ้าเกิดกับตนเองก็จะเป็นความซึมเศร้า ไปจนถึงการระบาดความรู้สึกออกมาเป็นการกระทำที่เหมาะหรือไม่เหมาะสมก็ได้ ทั้งนี้ การยอมรับไม่ได้ ความรู้สึกด้านลบ การแสดงออก หากเราเข้าใจตัวเอง มีสติ ให้เวลาตัวเองทำใจยอมรับความเป็นจริงก่อน แล้วปรับจิตใจให้ยอมรับได้ อารมณ์ด้านลบจะถูกคลี่คลายเป็นพฤติกรรมทางบวก เช่น การวิเคราะห์สาเหตุความผิดพลาดในความรักครั้งนี้ เพื่อเข้าใจความรักครั้งต่อไป ทั้งหมดนี้เราเห็นใจแต่จะไม่ตามใจ ปล่อยให้ผู้ใช้ความรุนแรงลอยนวล ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำต่อไป” พญ.อัมพรกล่าว
อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อไปว่า เครื่องเตือนใจจากเหตุการณ์นี้ คือ การนำเสนอของสื่อ ภาพยนตร์ หรือสื่ออื่นๆ ที่ติดกับสีสันความรุนแรง นำเสนออย่างละเอียด ต้องระวังอย่างยิ่ง หากมีการนำเสนอความรุนแรงออกมามากเท่าไร ยิ่งทำให้คนชาชิน เห็นสิ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น ดังนั้น การนำเสนอควรให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ก่อเหตุ ครอบครัวและสังคมอย่างไร ขณะเดียวกัน การนำเสนอสีสันความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีก หากคนที่เลือกเสพมีอารมณ์ด้านลบอยู่แล้ว ปรารถนาความรุนแรง ก็จะวิ่งเข้าหา เท่ากับเพิ่มเชื้อความรุนแรงในใจเขามากขึ้นเป็นวัฏจักรที่เลวร้าย ตรงนี้สังคมต้องช่วยกันมองในกลไกของสื่อและประชาชนก็สามารถเป็นสื่อได้เองด้วย อาจทำให้ความก้าวร้าวเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีของสังคม ที่สำคัญทุกคนต้องสำรวจตัวเองไม่ปล่อยใจและไม่เป็นส่วนหนึ่งในการเติมความรุนแรงในสังคม
ผู้สื่อข่าวถามถึงพฤติกรรมเลียนแบบจะเกิดขึ้นสะสมนานเท่าไร จึงแสดงออกเป็นความรุนแรง พญ.อัมพรกล่าวว่า อาจเกิดได้ฉับพลันทันทีหากสิ่งที่ชี้นำสอดคล้องกับความประสงค์ของตนเอง แต่ก็มีการเลียนแบบค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยในสิ่งที่ตรงกับจิตใต้สำนึกของตัวเอง ฉะนั้น อย่ารอให้ตัวเองเริ่มรู้สึกไม่ไหวแล้วจึงแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง แต่จงทยอยดูแล ชำระตะกอนขุ่นๆ ในใจด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพื่อให้ไม่มีพื้นฐานจิตใจที่ผลักดันให้ทำความรุนแรง
เมื่อถามต่อว่า พื้นฐานหรือประสบการณ์ชีวิตที่เผชิญความรุนแรงมาก่อน เป็นสาเหตุในการก่อเหตุ พญ.อัมพรกล่าวว่า ไม่จำเป็นแต่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากผู้ใช้ความรุนแรงมักจะเรียนรู้ผ่านกระบวนการความรุนแรงมาก่อน เช่น เป็นเหยื่อความรุนแรง เห็นสิ่งแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา หรือคนคนนั้น อาจเคยทดลองใช้ความรุนแรงระดับหนึ่งแล้วตนเองยังไม่เห็นผลเดี๋ยวนั้นอย่างชัดเจนทันที
เมื่อถามถึงบทบาทของกรมสุขภาพจิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ป้องกันการเลียนแบบ พญ.อัมพรกล่าวว่า กรมสุขภาพจิตมีกลไกลดักกรองปัญหาความก้าวร้าวรุนแรง มีคนคอยสังเกตสัญญาณเตือนว่าจะเกิดความก้าวร้าวรุนแรงในชุมชนนั้นๆ ซึ่งสังคมชนบททำได้ง่ายกว่าเพราะมีกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไปจนถึงกลไกผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังกลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with high risk to Violence: SMI-V) ขณะเดียวกัน ฝากถึงทุกคนที่เริ่มเกิดปัญหาความขัดแย้ง อย่ารีรอ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือหาทางออกที่สร้างสรรค์
พญ.อัมพรกล่าวว่า กรมสุขภาพจิตเห็นความสำคัญในการนำเสนอภาพความรุนแรงจนเกิดความชาชิน กรมสุขภาพจิตก็มีช่องทางการสื่อสารของตนเอง รวมถึงอาศัยกลไกของผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคม (Influencer) กระจายมิติที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ดีๆ มักตามไม่ทันเหตุการณ์ความรุนแรงเสมอ ดังนั้น เราจึงมีบทบาทเยียวยาผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นๆ ป้องกันไม่ให้เหยื่อ พยาน ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก่อความรุนแรงในอนาคต อย่างไรก็ตาม
“หลายกรณีที่เหยื่อรอดชีวิต อาจเกิดบาดแผลในใจ ทั้งความแค้น ความเจ็บปวดที่อาจบ่มเพาะให้เขาก่อความรุนแรงในอนาคตได้ หากผู้ที่กลไกเยียวยาเข้าไม่ถึงก็สามารถติดต่อมาที่กรมสุขภาพจิตได้เสมอ สายด่วน 1323 เพื่อไม่ให้แผลนั้นเป็นต้นเหตุไปสู่วิกฤตที่เลวร้าย” พญ.อัมพรกล่าว
เมื่อถามถึงการอ้างเรื่องความเจ็บป่วยทางจิตในการก่อเหตุความรุนแรง พญ.อัมพรกล่าวว่า ความเจ็บป่วยทางจิตเกิดขึ้นได้เสมอ ขณะเดียวกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด กังวล ความเศร้า แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุผลที่ทำความรุนแรง เราเข้าใจโรคทางจิตได้ แต่เพื่อนำไปสู่การรักษา ไม่ใช่เข้าใจเพื่อตามใจหรือปล่อยให้ทำความผิดได้
“การอ้างอิงความเจ็บป่วยไม่ใช่เหตุของการลดโทษ ยังคงต้องรับผิดชอบการสิ่งที่กระทำ หากการก่อเหตุเกิดขึ้นจากโรคทางจิตเวช ความรับผิดชอบในการชดใช้ความผิดยังเกิดขึ้น คู่กับการรักษาโรคด้วย คนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อนำไปรักษาแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ก็จะมีรายละเอียดทางกฎหมาย กรณีที่คนนั้นทำผิดโดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดีโดยสิ้นเชิง เนื่องจากโรคทางจิตเวช หรือระบบประสาท พิสูจน์ได้ว่าขณะทำไปนั้น ไม่รู้ตัว ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ศาลจะใช้ดุลพินิจตามกระบวนการตามกฎหมาย” พญ.อัมพรกล่าว

