แพทย์เผยแนวทางใช้ LAAB ในกลุ่มเสี่ยงโควิด ยันต้องรับวัคซีนควบคู่
วันนี้ (5 ตุลาคม 2565) นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ในเสวนาวิชาการผ่านระบบออนไลน์ ที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ว่า สำหรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือ Long Acting Antibody (LAAB) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ยาว มีกลไกลการออกฤทธิ์ในการจับกับบริเวณโปรตีนหนาม ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ โดยจากการผลการศึกษาพบว่า สามารถป้องกันโควิดแบบมีอาการได้ร้อยละ 83 เมื่อติดตามไป 6 เดือน สามารถลบล้างฤทธิ์ต่อทุกๆ สายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ซึ่งระบาดอยู่ในปัจจุบัน รวมถึง BA.4 และ BA.5 ทั้งนี้ LAAB เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว ร่างกายสามารถใช้ได้เลย ส่วนวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นสารที่นำเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ฉีดหรือกิน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานโรค ต้องรอประมาณ 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิคุ้มกัน
“สิ่งสำคัญภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป LAAB ไม่สามารถนำมาทดแทนการฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงแนะนำว่า กลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มที่ไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานได้ หลังรับวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว ควรไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) ต่อจนครบตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และค่อยไปรับ LAAB เพิ่มเติมตามคำแนะนำแพทย์” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า LAAB ฝาสีเทาเข้ม และสีขาว โดยมี 2 ชนิด ขนาดยารวม 300 มิลลิกรัม (มก.) และจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพกชนิดละข้าง ข้างละ 1.5 มก.โดยหลังฉีดผลข้างเคียงน้อยมาก ส่วนใหญ่ปวด บวม ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2-3 วัน แต่แนะนำว่า หลังฉีด 1 ชั่วโมง ต้องมีการติดตามอาการข้างเคียงอย่างใกล้ชิด โดยกลุ่มที่ควรได้รับ LAAB คือ ผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าคนทั่วไป และผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนโควิด-19
“ปัจจุบันการใช้ LAAB มีทั้งการป้องกันโควิด-19 และการรักษา โดยการใช้เพื่อการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 นั้น มีอังกฤษ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และประเทศไทย ส่วนประเทศที่ใช้ LAAB ในการรักษาโควิด-19 แบบคนไข้นอก มียุโรป สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยในอนาคตอาจมีคำแนะนำการรักษาตามมา” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับคำแนะนำการให้ LAAB เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 กรมควบคุมโรค ระบุว่าให้ใช้ได้ในผู้ที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 12 ปี มีน้ำหนัก 40 กิโลกรัม โดยกลุ่มเป้าหมาย กำหนดเป็นผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการปลูกถ่ายไต และได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการฟอกเลือด ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ต่อมามีคำแนะนำฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2565 โดยเพิ่มเติมกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบและโรคแพ้ภูมิตัวเอง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยตามข้อบ่งใช้ที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติ และผู้ป่วยที่อาจมีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า มีข้อสงสัยหากรับ LAAB แล้ว ต้องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ต้องเว้นระยะห่างอย่างไร นั้น เรื่องนี้ ไม่ได้มีข้อห้ามว่าต้องเว้นระยะห่างเท่าไร แต่ก็มีข้อมูลจากการศึกษากลุ่มย่อย พบว่า คนไข้ที่รับ LAAB เมื่อรับวัคซีนโควิด-19 ก็พบว่า ภูมิคุ้มกันขึ้นได้
“ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยการใช้ LAAB มีการรวบรวมข้อมูลจากคนอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่เด็กยังไม่มีการใช้ เพียงแต่มีการสร้างโมเดล และเทียบเคียงกับเด็กอายุน้อยลงมา เป็นวัยรุ่น จึงมีคำแนะนำให้ใช้ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ และในเรื่องน้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม สามารถใช้ได้” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

