อนุทิน กำชับ สธ.ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงในศูนย์เด็กเล็กต่อเนื่อง
บ่ายวันนี้ (6 ตุลาคม 2565) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุทำร้ายร่างกายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นากลาง ต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากว่า ได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) หนองบัวลำภู แล้ว เบื้องต้นข้อมูลเมื่อเวลา 15.30 น. มีผู้เสียชีวิต จำนวน 35 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย ได้นำส่งรักษาที่โรงพยาบาล (รพ.) นากลาง และ รพ.หนองบัวลำภูแล้ว ขณะที่ผู้ก่อเหตุได้ฆ่าตัวตายพร้อมครอบครัว ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวและสั่งการกำชับให้ดูแลผู้บาดเจ็บ รวมถึงครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเต็มที่ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ได้กำชับ นพ.สสจ.หนองบัวลำภู ให้อำนวยการเรื่องการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ โดยในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บให้ดำเนินการดูแลรักษาอย่างเต็มที่ รวมถึงประสานส่งต่อ รพ.อุดรธานี หากเกินศักยภาพ และตั้งทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) ดูแลจิตใจผู้สูญเสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังอาการ PTSD หรือภาวะกระทบกระเทือนจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง ซึ่งมีทั้งทีมจากทาง จ.หนองบัวลำภู และทีมสนับสนุนจาก จ.เลย ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงพื้นที่
“โดยผม และ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กำลังลงไปติดตามสถานการณ์เรื่องนี้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อโซเชียลต่างๆ ไม่นำเสนอหรือส่งต่อภาพ/เนื้อความที่อาจจะไปกระตุ้นความรู้สึกของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่มีอาการเครียดในลักษณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลียนแบบได้” นพ.โอภาสกล่าว

ด้าน พญ.อัมพรกล่าวว่า ขณะนี้ได้ให้ทีมสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลจิตเวชเลย และศูนย์สุขภาพจิตเขต 8 ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และดูแลผู้เสียหายแล้ว โดยหลักการจะเข้าไปดูผลกระทบทางด้านจิตใจ ร่วมกับผลกระทบทางร่างกายผู้ประสบเหตุ ทั้งเด็ก พ่อ แม่ ครูพี่เลี้ยง ที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรทุกสายงาน เพราะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรง สะเทือนขวัญที่จะสร้างความเจ็บปวดมาก ที่ต้องเตรียมคือความรู้สึกสูญเสีย และความรู้สึกผิดของคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นทีมจิตแพทย์ต้องเข้าไปดูแล ช่วยเหลือทุกด้าน
“เรื่องที่สะเทือนขวัญขนาดนี้ ส่งผลกระทบกับคนจำนวนมากขนาดนี้ จะส่งผลกระทบยาวพอสมควร วิธีการช่วยเหลือที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ทำให้คนที่เกี่ยวข้องรู้สึกปลอดภัยก่อน เพราะการเผชิญเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวน การเห็นภาพความรุนแรง การได้ยินเสียง จะติดอยู่ในความรู้สึกที่รุนแรงมาก หากได้อยู่ในสถานที่ที่มั่นใจว่าปลอดภัย และมีคนคอยประคับประคองตรงนี้เป็นเรื่องแรกที่เราต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเด็กที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงมาก ประคับประคองตัวเองได้น้อย ต้องได้รับการปกป้องจากผู้ใหญ่ที่คุ้นชินเป็นเรื่องสำคัญมาก” พญ.อัมพรกล่าว
อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือจากทุกคนในสังคม 1.สังคมวงใน ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ประสบเหตุ คือ เรื่องของการซักถามต่อผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งพบว่าบ่อยครั้งลักษณะการถามที่มีลักษณะเจาะ เค้น ขุดคุ้ย จะเป็นการตอกย้ำภาพความรุนแรง เสียง บรรยากาศของความรุนแรงจะฉายวนอยู่ในจิตใตคนนั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกลายเป็นแผลลึก ทำให้เยียวยา คลี่คลายได้อยาก ดังนั้นการซักถาม ส่วนหนึ่งอยากรู้ ส่วนหนึ่งอยากช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งอยากติดตามเหตุเพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ หากจำเป็นต้องกระทำ ขอให้ทำโดยอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจความรู้สึกและข้อจำกัดตรงนี้ด้วย การถามต้องพร้อมรับฟังอารมณ์ ความรู้สึก ไม่สร้างคำถามที่ทำให้รู้สึกคุกคาม ทำให้ต้องกลับไปคิดวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ทำให้เขารู้วึกผิด หรือกล่าวโทษตอกย้ำ
2.การส่งต่อข้อมูลต่างๆ ต้องระวังว่าจะเป็นการปลุกเร้าความรุนแรง ภาพความรุนแรง ภาพความสูญเสีย ความเจ็บปวด ร่างของผู้เสียชีวิตต่างๆ เป็นการละเมิดผู้เสียชีวิต ทำร้ายจิตใจ ทำลายศักดิ์ศรีผู้ก่อเหตุ ดังนั้น ขอให้ทุกคนให้เกียรติผู้สูญเสีย ผู้เกี่ยวข้อง ไม่เผยแพร่ภาพความรุนแรงทำให้คนใกล้ชิด สังคม เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น หรือเป็นการทำให้สังคมเกิดความชาชินต่อความรุนแรง ดังนั้นไม่ควรส่งต่อภาพ คลิป เหตุการณ์ความรุนแรง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการลอกเลียนแบบการกระทำหรือไม่ เนื่องจากเพิ่งจะเกิดเหตุการณ์ในกลุ่มที่มีอาวุธอยู่ในมือเหมือนกัน พญ.อัมพรกล่าวว่า เรื่องนี้ยังต้องมีการสอบสวนถึงจะได้ข้อมูลที่ชัดเจน แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันก็ทำให้เกิดข้อสงสัยเช่นนี้ขึ้นมา จะยิ่งเป็นการย้ำให้เรารู้ว่าอย่าเผยแพร่ภาพ คลิป ข่าวสารโดยเน้นสีสัน ทำให้คนที่อยู่ในความทุกข์ ความเครียด แล้วไปกระตุ้นการก่อเหตุได้ ทั้งนี้การป้องกันคือ 1.ป้องกันตัวเอง สำรวจความรู้สึกตัวเอง ว่าโกรธ ก้าวร้าวที่ไม่สามารถจัดการได้หรือไม่ แล้วตั้งหลัก หาทางออกปรึกษา เป็นการป้องกันระดับบุคคล และต้องสนใจคนรอบข้างทั้งหลายด้วย เพื่อรับฟัง หากเกินความสามารถสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือโทรสายด่วน 1323 ตอนนี้กรมสุขภาพจิตให้หน่วยงานด้านสุขภาพจิตทุกหน่วยเป็นที่พึ่ง และรักษาโรคทางจิตใจที่เป็นเหตุของความก้าวร้าว รุนแรงได้ตลอดจนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก็ได้รับความรู้ในการสังเกตความรุนแรงในสังคม

