จิตแพทย์เผยพบชาวหนองบัวลำภูคิดทำร้ายตัวเอง แนะแม่ผู้ก่อเหตุออกจากสิ่งแวดล้อมเดิม

10.10.22 | 12:51 น.

จิตแพทย์เผยพบชาวหนองบัวลำภูคิดทำร้ายตัวเอง แนะแม่ผู้ก่อเหตุออกจากสิ่งแวดล้อมเดิม

วันที่ 10 ตุลาคม 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดูแลประชาชนจากเหตุความรุนแรงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภูว่า การดูแลจิตใจแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะทันที ต้องดำเนินการใน 3 วันแรก ซึ่งทีม MCATT ได้ลงพื้นที่ตั้งศูนย์เยียวยาจิตใจ ดูแลแล้ว 37 ครอบครัว ระยะต่อเนื่อง ภายใน 2 สัปดาห์ที่เกิดบาดแผลในจิตใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เกิดความทุกข์ ความเศร้า และระยะติดตาม อยู่ใน 3 เดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์ ความทุกข์จะเปลี่ยนมาเป็นความโดดเดี่ยว ฉะนั้น ต้องอาศัยพื้นที่และชุมชนเข้ามาร่วมดูแล

“โดยรายที่มีปัญหาสำคัญต้องส่งต่อและดูแลต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น 1.ผู้รับผลกระทบโดยตรง จะมีกลุ่มเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีอยู่ 60 คน และ 2.กลุ่มที่ไม่ใช่ญาติสายตรงของผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต แต่อยู่ใน ต.อุทัยสวรรค์ 6,500 คน และเด็กใน 2 โรงเรียนที่อยู่ในที่เกิดเหตุอีก 129 คน กลุ่มนี้ สธ.กำลังขยายกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล และ 3.กลุ่มที่ได้รับข่าวสารทั้งภายในจังหวัดและในประเทศ” พญ.อัมพรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังสภาพจิตใจเป็นพิเศษมีมากน้อยแค่ไหน พญ.อัมพรกล่าวว่า วันแรกๆ มีผู้รับผลกระทบทางตรง 170 คน แต่เมื่อสถานการณ์คลายตัวมากขึ้น จึงเหลือประมาณสิบกว่าคน มีบางรายที่ยังเสียใจมาก และไม่สามารถปรับตัวได้ จนอยากทำร้ายตัวเอง ซึ่งกลุ่มนี้ได้รับการดูแลแล้ว จากนั้นมีกลุ่มที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีปัญหาสุขภาพกายเพิ่มขึ้นอีก 10 ราย แต่ทุกรายได้พบจิตแพทย์แล้ว

เมื่อถามว่า กรณีคนในพื้นที่ไล่แม่ผู้ก่อเหตุ ตรงนี้จะต้องทำความเข้าใจอย่างไร พญ.อัมพรกล่าวว่า โดยหลักการสำคัญ ทั้งแม่ผู้ก่อเหตุ หรือครอบครัวผู้ก่อเหตุ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงในเรื่องสภาพจิตใจ ซึ่งทีมได้เข้าไปดูแลตั้งแต่แรกเริ่ม และเฝ้าระวังปัญหาจิตใจ สภาพแวดล้อม และเตรียมทางเลือกให้ครอบครัวปรับตัวและก้าวข้ามไปได้ ซึ่งไม่มีใครต้องการให้ครอบครัวเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อย่างไรก็ตาม จริงๆ ควรแยกออกจากสิ่งแวดล้อม ณ ขณะนั้นก่อน จะเป็นประโยชน์มาก เพราะช่วงแรกๆ จะส่งผลต่อครอบครัวนั้น

เมื่อถามถึงคำแนะนำผู้ใกล้ชิดผู้เสียหายทุกคนจะผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปอย่างไร พญ.อัมพรกล่าวว่า ต้องประคับประคองจิตใจให้เป็น การปลอบโยนให้เป็น การใส่ใจอารมณ์ แต่ไม่ขุดคุ้ยขยี้ถาม การใส่ใจอารมณ์ และจากนี้การเสนอความช่วยเหลือ การดึงประโยชน์ของชีวิตที่จะเดินหน้าต่อไปให้ได้ การมีเวลาร่วมกันในการทำกิจกรรมประเพณีร่วมกันก็จะช่วยประคับประคอง และหล่อหลอมจิตใจร่วมกันได้ รวมถึงผู้ใหญ่ต่างๆ ลงไปเยี่ยมเยียนก็ช่วยสภาพจิตใจได้

Advertisement