สปสช.ร่วมดูแลสุขภาพจิตคนไทย หนุนสายด่วน 1323 ตั้งเป้าดูแล 6 หมื่นราย
วันที่ 10 ตุลาคม 2565 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ภาวะความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่ไม่ต่างจากความเจ็บป่วยทางกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคจิตเวช เพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้เข้าถึงการรักษาและได้รับการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “กองทุนบัตรทอง 30 บาท” นอกจากสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลทั้งกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกแล้ว ในปี 2559 สปสช.ได้มีการจัดสรรงบประมาณที่แยกออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 49 ล้านบาท ในการสนับสนุนการดำเนินการเชิงรุกเพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังที่มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท ให้ได้รับบริการรักษา ติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในชุมชน เพื่อลดอาการกำเริบหรือกลับมาเป็นซ้ำ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต และภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง
“จากผลดำเนินการอย่างต่อเนื่องนี้ ได้ช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนได้รับการดูแลเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2564 มีผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนทั่วประเทศได้รับการดูแล จำนวน 10,341 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่เป็นปีเริ่มต้นอยู่ที่จำนวน 8,300 ราย และในปีงบประมาณ 2566 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน ได้ให้ความสำคัญต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ จัดสรรงบประมาณบริการเพิ่มเติมเป็นจำนวน 73.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 19.92” นพ.จเด็จกล่าว
เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า จากสภาวะแวดล้อมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และในด้านต่างๆ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ และทำให้คนส่วนหนึ่งไม่สามารถเผชิญและปรับตัวได้ทัน กระทบต่อสภาวะจิตใจที่อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้ ดังนั้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตที่สะดวกและรวดเร็ว ในปีงบประมาณ 2566 สปสช.ได้สนับสนุนกรมสุขภาพจิตในการจัดบริการ “สายด่วนสุขภาพจิต 1323” ผ่านทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ใหม่ในบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจากกองทุนบัตรทอง 30 บาท เพื่อดูแลคนไทยทุกสิทธิไม่จำกัดอายุ ครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป กลุ่มเสี่ยง และผู้ป่วยทางจิตเวช ตั้งเป้าบริการ 60,000 ราย
ทั้งนี้ นพ.จเด็จกล่าวว่า การให้บริการจะดำเนินการโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทองที่มีศักยภาพให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ตามมาตรฐานที่กรมสุขภาพจิตกำหนด ซึ่งจะให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพจิต มีความเครียด อยู่ในภาวะซึมเศร้า หรือมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อทำร้ายตัวเอง หรือผู้อื่น ครอบคลุมทั้งการประเมินอาการและความรุนแรง การให้คำปรึกษา การประสานส่งต่อรักษา และติดตามอาการหลังให้บริการ โดยจะมีนักจิตวิทยาหรือผู้ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานการให้บริการของกรมสุขภาพจิต เป็นผู้ให้คำปรึกษา
“ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้มีเพียงสิทธิประโยชน์สุขภาพทางกายเท่านั้น แต่ได้ตระหนักถึงการดูแลที่ต้องครอบคลุมถึงสุขภาพจิตของประชาชนด้วย ทุกวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็น “วันสุขภาพจิตโลก” มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ทั่วโลกร่วมตระหนักต่อปัญหาสุขภาพจิตและในปี 2565 เป็นการรณรงค์ภายใต้คำขวัญ “วัดใจ เติมพลัง สังคมมีสุข” ที่ผ่านมา สปสช.ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่องและขอร่วมรณรงค์ในครั้งนี้ เพื่อให้คนไทยร่วมกันดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง นำไปสู่คุณภาพชีวิตและสังคมที่ดี” นพ.จเด็จกล่าว

