กรมสุขภาพจิตจ่อชันสูตรเหตุจูงใจผู้ก่อความรุนแรง ขอสื่อเลี่ยงคำ ‘กราดยิง’ สกัดเลียนแบบ

10.10.22 | 15:14 น.

กรมสุขภาพจิตจ่อชันสูตรเหตุจูงใจผู้ก่อความรุนแรง ขอสื่อเลี่ยงคำ ‘กราดยิง’ สกัดเลียนแบบ

วันนี้ (10 ตุลาคม 2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีที่สังคมตั้งคำถามถึงเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เวลาใกล้กัน จึงกังวลว่าจะเป็นการลอกเลียนแบบ และกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ว่า จากการที่คาดการณ์ทั่วโลกและประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นฐานเดิมก่อนที่จะมีการระบาดของโรคโควิด-19 จะพบเรื่องความก้าวร้าวรุนแรง เรื่องความเครียดของสังคมมีมากขึ้นเรื่อยๆ

“แต่เมื่อมีการระบาดของโรคโควิด-19 มา 2 ปีกว่า เห็นได้ชัดว่า แนวโน้มเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ซึ่งมีการเฝ้าระวังกันอยู่ และก็หวังว่าจะสามารถป้องกัน หรือหยุดพฤติการณ์นี้ให้ได้มากที่สุด จากข้อมูลความรุนแรงในอดีต กับเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ ที่ได้เริ่มทำการวิเคราะห์ หรือเป็นการ ชันสูตรทางด้านจิตใจ แกะรอยทั้งประเด็นแง่มุมของสังคม แง่มุมของจิตใจ เกี่ยวข้องกับการก่อความรุนแรงมีอะไรบ้าง ซึ่งดำเนินการแล้ว และต้องใช้เวลานานในการชันสูตร เพราะต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ตอบไม่ได้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน เพราะบางเรื่องที่เป็นความเจ็บปวด บางครั้งจะมีความเร้นลับของบางเรื่องอยู่ด้วย” พญ.อัมพรกล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้เสมอในเหตุการณ์ความรุนแรง พบว่า 1.มีเรื่องสารเสพติด 2.เรื่องอาวุธ และ 3.ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของสุขภาพจิต จะเป็นตัวที่เชื่อมโยง 2 ปัญหาแรก เข้าถึงกันจึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ความรุนแรง

“ดังนั้น ต้องขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน เพื่อป้องกันการเลียนแบบ ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “กราดยิง” รวมถึงการพูดถึงเหตุการณ์นี้ ในระยะนี้อาจอ้างอิงว่า “เหตุการณ์ความรุนแรงที่จังหวัดหนองบัวลำภู” ไปอีกสักระยะหนึ่ง เราไม่อยากให้หนองบัวลำภูอยู่กับชื่อนี้และเจ็บปวดไปตลอด จึงค่อยๆ ปรับคำนี้ว่าเป็น “เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ …”” พญ.อัมพรกล่าวและว่า เรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นวันนี้ สิ่งที่ต้องป้องปรามให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ก็ตาม คือ 1.เรื่องยาเสพติด ขณะนี้หลายพื้นที่ตื่นตัว และลงไปเอกซเรย์แต่ละชุมชนว่ามีผู้ติดยาเสพติดมากน้อยแค่ไหน ได้รับการดูแลไม่ลงตัวอย่างไร จะได้แก้ไข รักษา 2.ผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งในการระบาดของโรคโควิด-19 มีปัญหาการขาดยาได้ง่าย และมีข้อจำกัดในการรักษา 3. ปัญหาความสัมพันธ์ ที่มักเป็นฟางเส้นสุดท้าย ต้องสร้างความเข้าใจ และปรับตัวได้ของทุกกลุ่ม ดังนั้น กลไกทางจิตเวชต้องเข้าไปช่วยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะสถานศึกษา ที่ทำงาน กลไกกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ที่จะต้องมีมิติด้านสุขภาพจิตไปร่วมจัดการด้วย ถือเป็นเรื่องใหม่ที่สังคมต้องปรับตัวเพื่อช่วยลดความรุนแรง