หมอแนะ-วัคซีนสู้ ซับพิษความรุนแรง
ปัญหา “ความรุนแรง” ที่เกิดขึ้นในสังคมโลกรวมถึงในประเทศไทย มักพบเห็นได้ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระดับบุคคล อาชญากรรม ไปจนถึงสงคราม แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักประเภทของความรุนแรง หรือไม่ก็อาจเพราะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งจนทำให้คนเริ่มชินชา กลมกลืนไปเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวที่แสดงออกมาโดยไม่ต้องอาศัยเจตนา
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายของการใช้ความรุนแรงไว้ว่า การกระทำที่มีเจตนาที่แสดงออกมาทางร่างกาย การขู่บังคับ การแสดงอำนาจ ต่อตนเอง บุคคลอื่น กลุ่มบุคคล หรือชุมชน เพื่อก่อให้เกิดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต ความสะเทือนใจ ความสูญเสีย หรือการถูกทอดทิ้ง องค์ประกอบที่นำมาสู่ภาวะความรุนแรงมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1.ต้องมีปัจจัย หรือความจงใจที่ทำให้เกิดผลของการกระทำ 2.เหยื่อ ที่เป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับบุคคล กลุ่มคนที่รวมถึงความสัมพันธ์ ชุมชนและสังคม และ 3.ผลลัพธ์ ที่มาจากการกระทำต่อเหยื่อ เกิดบาดแผลได้ตั้งแต่การบาดเจ็บ เสียชีวิต การทำร้ายจิตใจ และการเจ็บป่วยเรื้อรัง
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า จากการคาดการณ์ทั่วโลกและประเทศไทย หลังจากมีการระบาดของโรคโควิด-19 พบว่าความก้าวร้าวรุนแรง ความเครียดของสังคมมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสิ่งที่เห็นได้เสมอในเหตุการณ์ความรุนแรง พบว่ามีเรื่อง 1.สารเสพติด 2.อาวุธ และ 3.สุขภาพจิต ซึ่งสุขภาพจิตจะเป็นตัวที่เชื่อมโยงกับสารเสพติดและอาวุธเข้าถึงกัน จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องป้องปรามให้มากที่สุด ทั้ง 1.เรื่องยาเสพติด ขณะนี้หลายพื้นที่ตื่นตัว และลงไปเอกซเรย์แต่ละชุมชนเพื่อนำเข้าสู่ระบบการรักษา 2.ผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มีปัญหาขาดยา และมีข้อจำกัดในการรักษา 3.ปัญหาความสัมพันธ์ ที่มักเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทุกกลุ่มต้องสร้างความเข้าใจและปรับตัว ดังนั้น กลไกทางจิตเวชต้องเข้าไปช่วยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะสถานศึกษา ที่ทำงาน กลไกกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ที่จะต้องมีมิติด้านสุขภาพจิตไปร่วมจัดการด้วย ถือเป็นเรื่องใหม่ที่สังคมต้องปรับตัวเพื่อช่วยลดความรุนแรง
ขณะที่ “นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์” ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ความรุนแรงเริ่มจาก 1.วาจา หรือคำพูด 2.ทางกายภาพ เช่น การลงมือชกต่อย ทะเลาะวิวาท และ 3.ทำร้ายจนเสียชีวิต เช่น การยิงด้วยอาวุธ ทั้งนี้ การก่อความรุนแรงเกิดขึ้นจาก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกกระทำโดยผู้ที่ป่วยทางจิต เช่น โรคจิตเวช
โรคซึมเศร้า มีเพียงร้อยละ 4 โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ได้รับยาถูกต้อง จะยิ่งช่วยลดโอกาสเกิดความรุนแรงจากคนกลุ่มนี้ได้ ดังนั้น ร้อยละ 96 ที่เหลือเป็นความรุนแรงจากกลุ่มที่ 2 คือ ผู้ที่ไม่ป่วยแต่มีความเครียดสูง เป็นหลักสำคัญทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ อย่างที่เห็นได้ชัดว่า เมื่อเรามีความเครียด
สะสมมากๆ อารมณ์จะโมโหง่าย เห็นอะไรขัดใจก็พร้อมจะด่า นั่นเป็นการความรุนแรงระดับแรก คือ วาจา ต่อมาก็อาจเกิดเป็นความรุนแรงระดับที่มากขึ้นได้ ฉะนั้น เมื่อเราจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ก็ต้องมาดูกลุ่มเสี่ยงใหญ่ สามารถดูจากการเอาอาชีพเป็นตัวตั้ง เช่น ฝ่ายความมั่นคงง่ายต่อการใช้อาวุธ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เช่น พื้นที่ที่เกิดความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง หรือมองภาพใหญ่ของสังคมเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้ร้อยละ 96 ของปัญหาดีขึ้น
ขณะที่ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา บอกว่า สำหรับอาการป่วยทางจิตจากภาวะเครียดที่เจอเหตุการณ์สะเทือนใจนั้น จะแสดงอาการออกมา 2 ระยะ โดยระยะแรกเกิดขึ้นภายใน 1 เดือนหลังเหตุการณ์ เรียกว่า โรคเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder: ASD) จากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ หลังเกิดเหตุการณ์มาแล้ว มากกว่า 1 เดือนขึ้นไป ที่เรียกว่าโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) ที่เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์ความรุนแรง เช่น อยู่ในเหตุวินาศกรรม ภัยพิบัติ การก่อการจลาจล การฆาตกรรม สงคราม การปล้นฆ่า ข่มขืน เป็นต้น หรือบางคนอาจจะไม่ได้ประสบพบเหตุร้ายด้วยตัวเอง แต่ว่าเป็นผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในสถานการณ์นั้นๆ หรืออาจเป็นผู้ที่เสพข่าวสารทางช่องทางต่างๆ แล้วรู้สึกตื่นกลัวตามไปด้วย จนเกิดความเครียดและมีพฤติกรรมบางอย่างที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตตามมา ซึ่งผู้ที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจากเหตุเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษา
ลักษณะอาการสำคัญ 4 อย่าง คือ 1.เหตุการณ์นั้นตามมาหลอกมาหลอน (Re-experiencing) เห็นภาพเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้วผุดขึ้นมาซ้ำๆ อยู่บ่อยๆ ทำให้รู้สึกซ้ำไปซ้ำมาจนตกใจกลัว (Flash Back) 2.คอยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ (Avoidance) กลัวสถานที่หรือสถานการณ์หลังจากประสบเหตุนั้นๆ หลีกเลี่ยงที่จะคิดและรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ไม่กล้าเผชิญกับสิ่งที่จะส่งผลทำให้กระทบกระเทือนต่อจิตใจ เช่น ภาพข่าวเหตุการณ์ การพูดถึงจากบุคคลอื่น 3.มีความรู้สึกนึกคิดในทางลบ (Negative alteration of cognition and mood) ไม่มีความสุข รู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น มีความเชื่อและคาดหวังที่เป็นไปในทางลบอย่างต่อเนื่อง บางรายมีความคิดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งความคิดดังกล่าวจะนำไปสู่การตำหนิตัวเองและคนอื่น ส่งผลให้มีอารมณ์ฝังใจในทางลบ รู้สึกโกรธ อับอาย หวาดกลัว และรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา 4.อาการตื่นตัวมากเกินไป (Hyperarousal symptoms) เป็นอาการคอยจับจ้อง คอยระวังตัว ตื่นตัว และมักมีอาการหงุดหงิด ตกใจง่าย โกรธง่าย รวมถึงสะดุ้งและผวาง่ายขึ้นเวลาอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง ส่งผลให้ขาดสมาธิ นอนหลับไม่สนิท หลับยาก หรือชอบสะดุ้งตื่นในขณะที่นอนหลับ
ล่าสุด กรมสุขภาพจิตได้แนะนำแนวทางดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดหลังเกิดเหตุรุนแรง(อย่างกรณีกราดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู)ไว้ เพื่อลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรค PTSD คือ 1.ดูแลสุขภาพกายและใจของตนเอง เพื่อเตรียมการดูแลจิตใจของคนรอบข้าง รับประทานอาหาร นอนหลับพักผ่อน ออกกำลัง และพยายามใช้ชีวิตปกติเท่าที่เป็นไปได้ 2.ให้ความสำคัญกับอารมณ์ของตนเอง ต้องให้เวลาในการจัดการ ช่วยเหลือตนเองและคนรอบข้างให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ 3.หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และความรู้สึกตัวเอง การมีความเปลี่ยนแปลงด้านการกิน การนอน รู้สึกหมดกำลัง และอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของระดับความเครียดสูง ถ้าเป็นเด็กและเยาวชน จะมีอาการถดถอย เช่น เกาะคนดูแลแน่น ร้องไห้ หรือแสดงอารมณ์รุนแรง 4.เลี่ยงการรับข่าวที่มากเกินไป ภาพความรุนแรงต่างๆ รวมไปถึงข่าวปลอมและข่าวลือ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดและปัญหาด้านสุขภาพจิตภายหลังเผชิญภัยพิบัติ 5.ต้องมีเพื่อนและครอบครัวของผู้ประสบเหตุที่อยู่เพียงลำพังเพื่อช่วยกันสนับสนุนด้านอารมณ์ให้ผ่านช่วงที่ยากลำบากไปได้ และ 6.เพิ่มการพูดคุยและติดต่อกับผู้อื่นเท่าที่ทำได้ เพื่อระบายความรู้สึก ช่วยเหลือพูดคุยกับคนรอบข้างโดยเน้นที่ความเข้มแข็งของบุคคลที่สามารถจัดการความยากลำบากไปได้
ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติที่สงสัยว่าท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการของ PTSD ควรรีบพาไปพบจิตแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อรับการรักษาทันที!

