หมอประสิทธิ์ ชี้โควิดในสิงคโปร์แค่สโลว์เบิร์น ไม่กระทบไทย แนะพ่อแม่ฉีดวัคซีนเด็กเล็ก
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2565 ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี ซึ่งประเทศไทยเริ่มดำเนินการฉีดพร้อมกันทั่วประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังมีพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนวิตกกังวลเกรงจะเป็นอันตรายว่า วัคซีนแต่ละตัวต้องผ่านการศึกษาวิจัยและทดลองมาอย่างดีหลายขั้นตอน ก่อนจะอนุมัติให้มีการฉีดในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ วัคซีนไฟเซอร์ (ฝาแดงเข้ม) สำหรับเด็กเล็กก็ผ่านคณะกรรมการองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟดีเอ (FDA)
“และสหรัฐก็เริ่มให้ฉีดในกลุ่มเด็กเล็กซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดกันง่ายมาก ยิ่งในกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะการอักเสบในอวัยวะต่างๆ หรือ มิสซี (MIS-C) แล้วติดเชื้อโควิด-19 เสี่ยงเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น ยืนยันวัคซีนมีความปลอดภัย จนขณะนี้ ก็มีการใช้จำนวนมากในหลายประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม วัคซีนโควิด-19 ที่เป็นโปรตีนซับยูนิต เป็นอีกแพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยมาก ซึ่งประเทศไทยก็มีการนำเข้ามา และกำลังมีการศึกษาในเด็ก แต่ยังต้องรอคณะกรรมการอาหารและยาพิจารณา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง และจริงๆ ในจีนมีการนำวัคซีนเชื้อตายมาฉีดในเด็กเช่นกัน” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้โรคโควิด-19 ดูเหมือนสงบ แต่มีโอกาสก่อตัวขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ เพราะไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา ในความเห็นตนนั้น หากมีความมั่นใจกับวัคซีน ก็อยากแนะนำให้พาลูกๆ หลานๆ ไปฉีด เพราะเรายังคงต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ไปอีกนาน อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน จะได้สบายใจ และกลุ่มที่เสียชีวิตในขณะนี้ก็มีเด็กเล็กด้วย
“เหมือนตอนที่วัคซีนเข้ามาใหม่ๆ ก็มีคนมาปรึกษาว่า พ่อแม่อายุ 90 ปี เป็นโรคหัวใจ ควรฉีดหรือไม่ ทั้งที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรีบฉีด เราคิดตรงข้ามว่า อายุเยอะแล้วฉีดวัคซีนจะเสี่ยง ทั้งที่ความจริงแล้ว ต้องรีบฉีดเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงกับไวรัส พอฉีดเสร็จก็ปลอดภัย บางทีเราไปกังวลหรือกลัวกับคนที่ฉีดไปเพียงรายเดียวที่เกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากที่ฉีดเป็นหมื่นๆ รายแล้ว ไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความเข้าใจที่คิดว่าผู้ใหญ่ฉีดกันมากแล้วจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่จำเป็นต้องให้เด็กฉีด ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า อย่าลืมว่าเชื้อโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา แต่ละครั้งที่กลายพันธุ์ จะพบว่าประสิทธิภาพวัคซีนลดลง
“ดังนั้น ที่บอกว่าผู้ใหญ่ฉีดกันเยอะแล้ว ก็ยังเป็นห่วงว่า ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า โคโรนาไวรัสอาจจะกลับมาอีก เพราะโคโรนาไวรัสเคยโจมตีเรามาแล้วตั้งแต่เกิดโรคซาร์ 2002 ต่อด้วยเมอร์ส 2012 จนมาโควิด-19 เชื้อกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ หากคนทั้งโลกภูมิคุ้มกันลดลง หากเชื้อกลายพันธุ์จนถึงจุดที่รุนแรง ก็จะกลับมาระบาดได้” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามถึงบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ ที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะส่งผลถึงไทยหรือไม่อย่างไร ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการระบาดที่เรียกว่า สโลว์เบิร์น (slow burn) จะปะทุขึ้น และค่อยๆ ลดลง โดยเกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ แล้วก็หยุดลง ไม่ได้เป็นการแพร่ระบาดไปทั้งโลก จึงไม่ค่อยน่ากังวล สโลว์เบิร์นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามที่เราคาดการณ์

