วัคซีนโควิดชะลอตัวที่เข็ม 3 อนุทินขอความร่วมมือกลุ่ม 608 บูสต์โดส 4
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 8/2565 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 ภายหลังประกาศเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร จัดทำและส่งแผนปฏิบัติการควบคุมโรค รวมถึงซักซ้อมแผนฯ เพื่อรองรับสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน XBB ยืนยันว่า มีระบบเฝ้าระวังและติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่วนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 สะสม 143.5 ล้านโดส โดยเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี ที่เริ่มฉีดตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมเป็นต้นมา อยู่ระหว่างการติดตามผล ทั้งนี้ กลุ่ม 608 ที่ฉีดเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) เพียงร้อยละ 43.4 จะมีการจัดกิจกรรมรวมพลังอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ส่งต่อภูมิคุ้มกัน ป้องกัน 608 ให้ปลอดภัย โดยจะประชุมมอบนโยบายและแนวทาง ให้ อสม.และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้
นายอนุทินกล่าวว่า ที่ประชุมรายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งแนวโน้มลดลง ประชาชนรับวัคซีนครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 82 โดยคณะกรรมการโรคติดต่อฯขอให้ฉีดเข็มกระตุ้น ซึ่งมีประโยชน์มากหลังผ่อนคลายมาตรการจนแทบปกติแล้ว ทำให้เห็นการชะลอตัวการฉีดเข็ม 3 ทั้งที่เราฉีดเข็ม 4 กันได้
“จากการลงพื้นที่เห็นว่า พอสถานการณ์เริ่มปกติ ก็หยุดอยู่ที่เข็ม 3 ซึ่งจริงๆ หากฉีดเข็ม 4 จะปลอดภัยมากขึ้น แม้ติดเชื้อก็ไม่รุนแรงหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ เราต้องการให้ อสม.ดูแลชาวบ้านไปรับเข็มกระตุ้น ซึ่งเชื่อว่า นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งเคยกำกับดูแลกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จะขับเคลื่อนให้ภารกิจการควบคุมโรคเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะมีการจัดกิจกรรมรวมพลัง อสม.ส่งต่อภูมิคุ้มกันสู่ 608 ต่อไป เนื่องจากยังรับเข็มกระตุ้นได้เพียงร้อยละ 43.4″ นายอนุทินกล่าว และว่า สำหรับสถานการณ์โรคฝีดาษลิง พบผู้ป่วยยืนยันเป็นช่วงๆ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่มีผู้ติดเชื้อจากพฤติกรรมอื่นๆ ดังนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าไม่สัมผัสใกล้ชิดมากกับกลุ่มเสี่ยงต่างๆ โอกาสแพร่ทั่วไปคงไม่เกิดขึ้น ไม่ถึงกับต้องเอามาเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุข แต่คอยเฝ้าระวังคัดกรองตลอดเวลา

