กรมสุขภาพจิตไม่หนุนใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เผยคนเครียดมากขึ้น แนะหาวิธีขจัด
จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งการให้อธิบดีกรมสุขภาพจิต เร่งทำความเข้าใจสังคมเรื่องไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา หลังมีกรณีการทำร้ายร่างกาย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นั้น
วันนี้ (20 ตุลาคม 2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า น้อมรับข้อสั่งการมาแล้ว ซึ่งได้ยึดถืออยู่แล้วว่า ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาใดๆ
“ความรุนแรงไม่ได้หมายเพียงความรุนแรงทางร่างกาย ยังมีการใช้วาจา คำพูดส่อเสียด ก้าวร้าว ก็เป็นตัวความรุนแรงโดยตรงและเป็นตัวยั่วยุความรุนแรงด้วย และการกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ เช่น การละเลย ละทิ้ง กักขังหน่วงเหนี่ยวก็เป็นความรุนแรงจิตใจ ภาพรวมจึงมี 3 มิติ คือ กาย วาจา และจิตใจ” พญ.อัมพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคนสนับสนุนการใช้ความรุนแรง เพราะรู้สึกสะใจ พญ.อัมพร กล่าวว่า เป็นการสนับสนุนด้วยคำว่าสะใจ ซึ่งคำว่าสะใจไม่ได้แก้ปัญหา แต่ทำให้คนๆ นั้น รู้สึกว่าความโกรธได้คลายตัวลงบ้าง แต่เป็นการคลายความโกรธ แต่อาจเร้าความโกรธระลอกใหม่ กลุ่มคนใหม่ๆ หรือกลุ่มเดิมขึ้นมา ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เป็นการแก้ปัญหาอารมณ์ด้านลบบางอย่างเพื่อสร้างอารมณ์ด้านลบใหม่ๆ ขึ้นมา และสร้างปัญหาอื่นๆ ขึ้นมาด้วย ถ้าเราจะแก้ปัญหา ส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ที่ความรุนแรง แต่แก้ที่สติปัญญามากกว่า
เมื่ถามว่า กรณีที่บางคนบอกว่าไม่สนับสนุนความรุนแรง แต่บางคนไม่ชอบก็บอกว่าสมควรแล้ว สะใจ ต้องทำความเข้าใจอย่างไร พญ.อัมพร กล่าวว่า อาจจะเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มีอคติอยู่ คนไหนที่เรารักก็มีคะแนนบวก แต่ว่าถ้าเรามีสติก็ควรจะก้าวข้ามอคติลักษณะนั้นด้วย คงไม่ได้ทำได้ทุกคนหรือทุกสถานการณ์ แต่ถ้าทำได้สังคมจะน่าอยู่มากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้สติให้มาก ก็จะมีปัญญาแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ผลกระทบด้านลบจะน้อยลง เกิดผลด้านบวกมากขึ้น เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็สามารถทำได้
ต่อข้อถามว่า คนใช้โซเชียลมีเดียแค่ปลายนิ้วในการแสดงการสนับสนุนหรือสะใจต่อความรุนแรง จะเบรกพฤติกรรมแบบนี้อย่างไร พญ.อัมพร กล่าวว่า ต้องเบรกด้วยการไม่แชร์สิ่งที่ทำให้เกิดผลด้านลบ ในทางกลับกัน เลือกนำเสนอเพิ่มพื้นที่การสื่อสารที่เป็นบวก อาจจะไม่น่าสนใจ แต่มีผลดีมากกว่า
เมื่อถามอีกว่า มีการประเมินสภาพจิตใจคนไทยในช่วงการเมืองรุนแรงหรือไม่ พญ.อัมพร กล่าวว่า โดยทั่วไปสังเกตว่า ประเด็นทางการเมืองไม่ค่อยมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตคนไทย อาจจะเห็นต่าง โมโห แต่ไม่ได้เป็นอารมณ์ที่ทำให้เครียดกับการเมืองขนาดนั้น แต่สิ่งที่มีผลกับสุขภาพจิตคนไทย มักเป็นสถานการณ์ความสูญเสีย หรือความเจ็บปวดที่รุนแรง อย่างกรณีของ แตงโม หรือ โควิด-19 จะเห็นว่าความเครียดมากขึ้น
“ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงที่ จ.หนองบัวลำภู ครั้งนี้ เรากำลังวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ เพราะอยากจะเห็นข้อมูลเปรียบเทียบของทั้งประเทศกับจังหวัดและภูมิภาคด้วย แต่มีแนวโน้มว่า น่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกด้านความเครียด และประจวบกับมาพร้อมกับน้ำท่วม ช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ เป็นอะไรที่ค่อนข้างหนักหนาสำหรับประเทศไทย จึงต้องพยายามเพิ่มพื้นที่เรื่องดีๆ กัน มิเช่นนั้นเจอแต่เรื่องเป็นลบ เปิดข่าวเจอทะเลาะ ทำร้ายกัน สังคมก็จะมีความสุขน้อยลง” พญ.อัมพร กล่าว
เมื่อถามว่า ประเมินจากกระแสขณะนี้ความรุนแรงของบ้านเราเป็นอย่างไร พญ.อัมพร กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตประเมินเรื่องความรุนแรงในเชิงสุขภาพจิตและจิตเวช ค่อนข้างเป็นห่วง หลังสถานการณ์โควิด-19 ความเครียดและซึมเศร้าจะมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวเร่งเร้าความรุนแรงทั้งต่อตนเองและคนอื่น
“จากโควิด-19 ที่หนักหนาเอาการ และมาเจอน้ำท่วมซ้ำเติม เจอความรุนแรงก้าวร้าวมากๆ ในชุมชนอย่างนี้ แค่ใช้ความรู้สึกไม่ต้องใช้กราฟ ก็รู้ว่าหนักอยู่ เราต้องใส่ใจดูแลกันและกันมากขึ้นในทุกกลุ่มวัย ซึ่งได้รับผลกระทบตรงนี้ทั้งหมด การดูแลสุขภาพจิตเราเองเมื่อเจอความเครียด ต้องรู้ให้เร็วว่าเครียดจากอะไร ง่ายที่สุดคือ จัดการกับต้นเหตุความเครียดนั้น ถ้ายังจัดการไม่ได้ ถอยตัวเองออกมา ดูหนังฟังเพลง เล่นกีฬา อะไรก็ได้ พอได้พักความรู้สึกชุลมุนกับความเครียด เราจะแข็งแรงขึ้น และมองปัญหาด้วยความเข้าใจมากขึ้น ถ้าแก้ได้อาจแก้ได้ดีกว่าเดิม หรือหากแก้ไม่ได้ก็อาจจะเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง หรือหาตัวช่วยอื่นเข้ามาหรือเวลาเป็นตัวคลี่คลายปัญหา ไม่มีอะไรที่เราก้าวข้ามไม่ได้” พญ.อัมพร กล่าว
เมื่อถามว่า คนทั่วไปเปิดใจเข้าหาจิตแพทย์มากขึ้นหรือยัง พญ.อัมพร กล่าวว่า คนเปิดใจมากขึ้น เราดีใจที่ทุกคนมองว่า เมื่อมีความทุกข์ เครียด หรือเจ็บป่วยทางจิต เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ จากการเดินเยี่ยมในชุมชนที่ จ.หนองบัวลำภู เมื่อบอกว่าเป็นจิตแพทย์ เขาก็อยากเข้ามาปรึกษามาเล่าให้ฟัง

