รับไม้บริหาร ‘รพ.สต.-สอน.’ ภารกิจท้าทาย อบจ.

26.10.22 | 07:08 น.

รับไม้บริหาร ‘รพ.สต.-สอน.’ ภารกิจท้าทาย อบจ.

ดีเดย์มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว ในการโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากกระทรวงสาธารณสุขไปอยู่ภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 49 แห่ง

การถ่ายโอนนี้เป็นไปตามแผนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 และแผนปฏิบัติ การกําหนดขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) ด้านการถ่ายโอนภารกิจ ที่กําหนดให้สํานักงานปลัด สธ.ถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลทั่วไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

แต่ช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการถ่ายโอนไปเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น และต่อมาคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ประกาศหลักเกณฑ์และขั้นตอนโอนภารกิจ สอน.และ รพ.สต. เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564

ปรากฏว่ามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 49 จังหวัดแสดงความจำนง และผ่านการประเมิน 49 จังหวัด ในการโอนภารกิจ รพ.สต.จำนวน 3,384 แห่ง บุคลากร 22,265 คน และต่อมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 อนุมัติงบประมาณปี 2566 เพื่อถ่ายโอนภารกิจนี้

ล่าสุดมีการถ่ายโอนแล้ว 11 จังหวัด 1,069 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต 12 แห่ง, สกลนคร 142 แห่ง, นครปฐม 36 แห่ง, ศรีสะเกษ 117 แห่ง, ระยอง 40 แห่ง, ปราจีนบุรี 94 แห่ง, เชียงราย 118 แห่ง, นนทบุรี 18 แห่ง ขอนแก่น 248 แห่ง เชียงใหม่ 62 แห่ง และนครราชสีมา 182 แห่ง

Advertisement

การถ่ายโอนครั้งนี้ แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งจะมีศักยภาพ แต่สำหรับประชาชนยังรู้สึกกังวลในการให้บริการ แต่ก็ได้รับคำยืนยันอย่างขันแข็งเรื่องความพร้อม

ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ตั้งแต่มีการรับมอบภารกิจการถ่ายโอน สอน.และ รพ.สต. รวมจำนวน 182 แห่ง ให้แก่ อบจ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เป็นต้นมา ทาง อบจ.นครราชสีมา ได้เร่งดำเนินการตามแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่ง อบจ.มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะดูแล รพ.สต.ทั้ง 182 แห่ง ที่ถ่ายโอนมา ประกอบไปด้วย ข้าราชการ 772 คน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 510 คน และลูกจ้าง 200 คน

มั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทุกคนจะขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างมีความสุข สามารถให้บริการด้านสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน เมื่อมีปัญหาอุปสรรค ก็ต้องร่วมกันแก้ไขให้ผ่านพ้นได้อย่างดีที่สุด ภายใต้ความชัดเจน รวดเร็ว และเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ ส่วนเจ้าหน้าที่และบุคลากรก็ต้องมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ
เพื่อประชาชน จะก้าวไปพร้อมๆ กันกับบ้านหลังใหม่ ยลดากล่าว

นายก อบจ.นครราชสีมา ย้ำว่า เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสนองตอบความต้องการใหม่ๆ ของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เพราะได้วางแนวทางการบริหารจัดการเพื่อให้เป็น โคราชโฉมใหม่ ระบบสุขภาพยั่งยืน ด้วยนโยบาย 9 ด้าน อาทิ 1.สนับสนุน ส่งเสริม พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง 2.บูรณาการระบบดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 3.นำร่องระบบ digital healthcare 4.ระบบการแพทย์ทางเลือก เป็นต้น นอกจากนี้ ได้ประสานความร่วมมือกับ สสจ.ที่มาเป็นที่ปรึกษากับเป็นพี่เลี้ยงให้ในด้านสุขภาพและการบริการ และร่วมจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์จำเป็นขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการรักษาอาการเจ็บป่วย หรือการบริการส่งต่อผู้ป่วยจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการดิจิทัล เฮลธ์แคร์ ได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานทั่วถึงเท่าเทียม

ขณะที่ วิกร วัฒนะดิฐ ผอ.รพ.สต. บ้านราษฎร์พัฒนา อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา เห็นว่าหลังจาก รพ.สต.ทั้ง 182 แห่ง ได้ถ่ายโอนย้ายสังกัดมาในปีงบประมาณ 2566 การดำเนินงานต้องปรับรูปแบบให้มีความชัดเจนไปทีละสเต็ปเพื่อเป็นโมเดลนำร่องให้กับ รพ.สต.ที่จะถ่ายโอนมาในอนาคต ซึ่ง อบจ.เข้ามาสนับสนุนดูแลอย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เดินหน้าต่ออย่างราบรื่นที่สุด แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกจะพบอุปสรรคปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายและเงินคงค้างอยู่ใน รพ.เดิม-เครือข่ายเดิม ที่ติดขัดเรื่องระเบียบการโอนต่างหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินเหล่านี้ได้ ทำให้ต้องจัดซื้อยาเวชภัณฑ์เอง ยาที่สต๊อกเอาไว้ก็เริ่มจะหมด ทำให้เกิดปัญหารอยต่อการให้บริการประชาชน รวมทั้งเรื่องมูลค่าที่ได้รับการจัดสรร ก็น้อยกว่าความเป็นจริงจากตัวเลขที่จัดเก็บไว้ จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบคิดอัตราจัดสรรงบที่ชัดเจนเหมาะสมมาให้เลย

การถ่ายโอน รพ.สต.มาอยู่ท้องถิ่น ถือว่าเกิดประโยชน์ที่สุด เพราะ รพ.สต.สามารถออกแบบการบริหารจัดการได้เอง ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ จึงสามารถรองรับการบริการและแก้ไขปัญหาของพื้นที่ได้ตรงจุด ที่สำคัญคือการบริหารโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนา รพ.สต. ก็จะทำเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในชุมชนสูงสุด วิกรกล่าว

จังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้ถ่ายโอน รพ.สต.จำนวน 62 แห่ง มาอยู่ภายใต้สังกัดแล้ว โดย พิชัย เลิศพงศ์อดิศร หรือ ส.ว.ก๊อง นายก อบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า อบจ.เชียงใหม่ได้รับโอน รพ.สต.มาตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาแล้ว ในแง่ของบุคลากร ยืนยันว่าเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ อาทิ โบนัส ดีกว่าเดิมแน่นอน พร้อมสนับสนุนความก้าวหน้าบุคลากร เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยตั้งงบประมาณปี 2566 จัดซื้อครุภัณฑ์ เวชภัณฑ์ตามความจำเป็นและความต้องการ ของ รพ.สต.กว่า 48 ล้านบาท เพื่อบริการให้ได้ตามมาตรฐานสาธารณสุข และสร้างความพึงพอใจประชาชนมากที่สุด

อบจ.เชียงใหม่ มีรายได้เฉลี่ยปีละ 1,700 ล้านบาท จึงมีนโยบายต่อยอดและพัฒนา รพ.สต.ให้เป็นการรักษาระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) นำร่องแห่งแรกของประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกบริการผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการ ลดแออัดการใช้บริการในโรงพยาบาล โดยได้เสนอจัดซื้อผ่านสภา อบจ.แล้ว ภายใต้ความร่วมมือสาธารณสุขจังหวัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และเครือข่ายสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการรักษาและการบริการผู้ป่วยแบบครบวงจร พร้อมส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมตามลำดับ มั่นใจว่า อบจ.สามารถบริหารจัดการ รพ.สต.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุดมากที่สุดด้วย พิชัยกล่าว
อย่างไรก็ดี ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้นั้น อบจ.สงขลา ที่โอน รพ.สต.มาสังกัดแล้ว 23 แห่งจาก 175 แห่ง ยังไม่พบว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติ

ไพเจน มากสุวรรณ์ นายก อบจ.สงขลา กล่าวว่า ยังไม่พบว่ามีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากบุคลากรส่วนใหญ่ประสงค์ที่จะย้ายมาอยู่แล้ว ในส่วนของ รพ.สต.บางแห่ง ที่อาจจะมีบุคลากรไม่เพียงพอตามขนาดนั้น ทาง อบจ.ก็จะมีการจัดจ้างมาให้เพียงพอตามขนาดของ รพ.สต.แต่ละที่ เพื่อให้สามารถให้บริการครอบคลุมประชาชนในพื้นที่ให้บริการ

ทั้งนี้ ในมุมของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ที่จับตาการถ่ายโอนภารกิจครั้งนี้ สะท้อนว่า หลักการเรื่องกระจายอำนาจโดยให้ รพ.สต.หรือหน่วยปฐมภูมิ ไปขึ้นกับ อบจ.เป็นหลักการที่
ถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระเบียบราชการที่ยังเป็นสุญญากาศ เนื่องจากเงื่อนไขการถ่ายโอนระบุไว้ว่า 1 ตุลาคมต้องถ่ายโอนทันที แต่มีระเบียบจำนวนมากที่ไม่ได้แก้ไข ทำให้ขณะนี้ก็เป็นช่วงสุญญากาศการจัดการที่ไม่ชัดเจนอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องของการจัดการทางการเงิน ระหว่างโรงพยาบาลกับ รพ.สต.ซึ่งเดิมเคยเป็นหน่วยเดียวกัน สังกัด สธ.เหมือนกัน ก็ใช้ระเบียบเดียวกัน พอเปลี่ยนหน่วยเกิดระเบียบที่ยังไม่รองรับ ส่วนเรื่องบุคลากรของ รพ.สต.ที่อาจจะย้ายไปไม่หมด การทำงานการบริการประชาชนบางอย่างก็ยังไม่รู้ว่าใครทำ เช่น หลาย รพ.สต.ทันตาภิบาล พยาบาลบางแห่งไม่ย้ายไปด้วย ทำให้การให้บริการประชาชนไม่ครอบคลุม เป็นต้น

การแก้ปัญหาด้วยการจัดจ้างบุคลากรมาเพิ่มอาจจะไม่ทันท่วงที ถือเป็นปัญหาในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอบจ.คงจะต้องมีการวางแผนงานสำหรับอนาคต ในปีถัดไป ซึ่งจะมีการถ่ายโอนภารกิจเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็ควรจะนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาปรับใช้ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องบุคลากรระเบียบปฏิบัติ รวมถึงการให้บริการประชาชน ประธานชมรมแพทย์ชนบทกล่าว

การถ่ายโอนภารกิจ สอน.และ รพ.สต.จากมือกระทรวงสาธารณสุขไปอยู่ภายใต้ชายคา อบจ. ตามแผนกระจายอำนาจนั้น นับเป็นหลักการที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการให้บริการประชาชน เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นอยู่ใกล้ชิดประชาชนรับรู้ปัญหาและความต้องการดีฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่จะต้องทำให้การถ่ายโอนราบรื่น แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อ ความพร้อมในการให้บริการ หากจะมีขั้นแรกอย่างน้อยที่สุด ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิม และก้าวต่อไป ต้องยกระดับการเข้าถึงและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้การถ่ายโอนมิใช่เพียงแต่เป็นรูปแบบการเปลี่ยนสังกัด หากแต่ยังมีคุณภาพอีกด้วย