จิตแพทย์ชี้คัดกรองสุขภาพจิตก่อนเข้าทำงานเพิ่มการตีตราโรคจิตเวช เผยกว่า 90% ป่วยทีหลัง

28.10.22 | 13:01 น.

จิตแพทย์ชี้คัดกรองสุขภาพจิตก่อนเข้าทำงานเพิ่มการตีตราโรคจิตเวช เผยกว่า 90% ป่วยทีหลัง

วันนี้ (28 ตุลาคม 2565) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเวทีเสวนา “ปิดช่องว่าง สร้างโอกาส เพิ่มความเป็นธรรม กับประเด็นสุขภาพจิต จิตเวชและจิตสังคม” โดยมี นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บรรยายในประเด็น เปิดทรรศนะเชิงประเด็นสุขภาพจิต จิตเวช จิตสังคมในปัจจุบันกับนโยบายที่เกี่ยวข้อง ว่า ปัจจุบันแบ่งสุขภาพจิตเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มป่วย และ กลุ่มไม่ป่วย ซึ่งในกลุ่มไม่ป่วยก็สามารถมีปัญหาสุขภาพจิตได้ เช่น ปัญหาการฆ่าตัวตายที่มากกว่าร้อยละ 50 ไม่ได้ป่วย ความรุนแรงในสังคมมากกว่าร้อยละ 95 ไม่ได้ป่วยทางจิตเวช

นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กลุ่มป่วยทางจิตเวช จะมี 2 ประเภท คือ 1.โรคพบบ่อย มีความชุกมากกว่า ร้อยละ 5 ของจำนวนประชากร เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล สารเสพติด เด็กสมาธิสั้น และ 2.มีความรุนแรงมาก เช่น โรคจิต โรคไบโพลาร์ กลุ่มเด็กออทิสติก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การบำบัด โดยไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมด้านจิตเวชด้วย จะเห็นว่าอัตราการเข้าถึงบริการชัดเจนมาก แต่พบปัญหาด้านคุณภาพ ดูแลอย่างต่อเนื่องให้กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งยกตัวอย่างโรคที่รุนแรง 2 โรค คือ 1.โรคจิต เข้าถึงบริการเกือบร้อยละ 100 แต่การดูแลต่อเนื่องจนกระทั่งกลับใช้ชีวิตได้ปกติมีเพียงครึ่งหนึ่ง 2.โรคซึมเศร้า เข้าถึงบริการร้อยละ 86 การดูแลต่อเนื่องราว 1 ปี มีเพียงครึ่งเดียวเช่นกัน จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เราเห็นว่าการดูแลด้านสุขภาพจิตไม่ใช่เพียงการเข้าถึงบริการ แต่ต้องรักษาอย่างมีคุณภาพ ต่อเนื่อง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการดูแลทางด้านจิตสังคม

นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า หลักสำคัญของการดูแลทางการจิตสังคม พบว่า คนทั่วไปไม่ได้ต้องการความเข้มข้นสูง แต่ต้องการในระดับต่ำ (Low intensity) หากเราดูแลให้คนไม่ต้องมาคลินิกจิตเวช โดยให้แพทย์ทั่วไป แพทย์ครอบครัวช่วยดูแล หรือให้บริการผ่านระบบไอที ก็ช่วยลดการใช้บุคลากร และนำมาสู่กลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นที่มีไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ต้องการการดูแลเข้มข้น (High intensity) ต้องพบจิตแพทย์ นักบำบัด ดังนั้น ทางออกสำคัญคือ การพัฒนาการดูแลระดับต่ำ เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต แต่ไม่ถึงขั้นป่วย เช่น ความเครียด ที่ต้องได้รับคำปรึกษาเบื้องต้น โดยปัญหาส่วนใหญ่คือผู้ป่วยไม่ยอมรับตัวเอง ทำให้ครอบครัว หน่วยงานไม่ส่งเข้ารักษา อาการก็ยิ่งมากขึ้น ก็จะรบกวนการทำงาน ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ว่าป่วยหรือไม่ป่วย แต่อยู่ที่ว่าเขาได้รับการรักษาหรือไม่

เมื่อเรามีกฎว่า ต้องตรวจสุขภาพจิตก่อนเข้ารับราชการ จะมีผลตามมาที่นึกไม่ถึง คือ หลายคนขอเข้ารักษาโดยไม่ลงทะเบียน เพื่อไม่ให้มีประวัติในการรับราชการ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ได้คำนึงถึง ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นเพียงโรคซึมเศร้าที่รักษาแล้วก็กลับไปทำงานได้ รวมถึงการตรวจสุขภาพจิตก่อนทำงาน จะทำให้คนเกิดการตีตรา และประสิทธิภาพการตรวจแทบไม่มีประโยชน์ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีอาการตอนที่ตรวจ ถ้าป่วยในขณะนั้นก็ไม่มีทางที่จะสอบราชการผ่านอยู่แล้ว ฉะนั้น เขาสอบผ่านมาได้ แสดงว่าไม่มีอาการทางจิต แต่ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 มักจะป่วยหลังจากที่เข้ารับราชการแล้ว ไม่ว่าจะสาขาไหน” นพ.ยงยุทธ กล่าว

Advertisement

อย่างไรก็ตาม นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า หน่วยงานต้องให้ความสำคัญ อย่างที่ผ่านมาพบว่า เมื่อพบผู้ป่วย ก็ให้แยกตัวออกไป ไม่ส่งรักษา เมื่อไม่ได้รับการรักษา อาการก็มากขึ้น จากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการให้ออก ซึ่งนี่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น หน่วยงานต้องเข้าใจเพี่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะการคัดกรอง 1.ไม่ได้ผล มั่นใจว่าถ้ากฎหมายออกมาแล้วจะไม่พบผู้ป่วยในการคัดกรองเลย แต่ตรงกันข้าม จะทำให้เกิดการรังเกียจผู้ป่วย ผลที่ตามมาคือ ไม่สร้างความเข้าใจให้กับหน่วยงาน เพราะคิดว่าคัดกรองแล้วก็จบ แต่ในความจริง คนมักไม่ป่วยตอนที่คัดกรอง

นายพรชัย เมธาภรณ์พงศ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวในประเด็น ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค พ.ศ. …ว่า ก.พ.มีการปรับปรุงกฎ ก.พ.มาต่อเนื่อง โดยฉบับแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2487 โดยฉบับล่าสุดที่ใช้จะเป็นปี 2553 จะมีการกำหนด 5 โรคต้องห้ามในการสมัครรับราชการ คือ 1.โรควัณในระยะแพร่กระจายเชื้อ 2.โรคเท้าช้างที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจ 3.โรคติดยาเสพติดให้โทษ 4.โรคพิษสุราเรื้อรัง และ 5.โรคติดต่อร้ายแรงที่ปรากฏอาการเห็นชัดและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่

“โดย ก.พ.เห็นว่า โรคเหล่านี้บังคับใช้มานานพอสมควร และปัจจุบันก็มีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น จึงเสนอให้มีการปรับปรุงให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงมีการร่างกฎ ก.พ. ฉบับใหม่ ที่เกิดจากข้อแนะนำหลายหน่วยงาน ได้ผ่านความเห็นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนดำเนินการ ก.พ.ได้สอบถามความเห็นส่วนราชการทุกแห่ง เพื่อเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการแพทย์ สธ.จากนั้นมีการกำหนดโรค ที่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโรคทางกาย และกลุ่มโรคทางจิต ที่มีข้อแนะนำมาก คือ โรคทางจิต เนื้อหาที่ปรากฏในร่างกฎ ก.พ. จะใช้คำว่า เป็นโรคจิต (cyclosis) และโรคอารมณ์ผิดปกติที่ปรากฏอาการเด่นชัด รุนแรงและเรื้อรังที่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง ก.พ.ได้กำหนดเพิ่มเติมในหลักเกณฑ์ตรวจร่างกาย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา หน่วยงานราชการอื่นๆ ก็ได้มีการกำหนดโรคจิตเวชไว้ในกฎการรับสมัครบุคลากร ดังนั้น ร่างกฎ ก.พ. นี้ จึงไม่ใช่ฉบับแรกที่ออกมาในลักษณะนี้” นายพรชัย กล่าว

ทั้งนี้ นายพรชัย กล่าวว่า ร่างกฎ ก.พ. ฉบับนี้ กำหนดห้ามเฉพาะบุคคลที่เป็นโรคจิตและอารมณ์ผิดปกติ ฉะนั้นกลุ่มจิตเวชอื่นๆ สามารถสมัครได้ตามปกติ เช่น โรควิตกกังวล ทั้งนี้ บุคคลต้องห้ามจะต้องมีอาการระหว่างรับการตรวจ ฉะนั้น ผู้ที่มีประวัติป่วยแต่หายแล้วในขณะทำการตรวจ ก็ไม่มีปัญหา เข้ารับราชการได้ ขณะเดียวกัน ความกังวลในการพิจารณารับเข้างาน ต้องย้ำ กลุ่มงาน HR หรือ ผู้บังคับบัญชาไม่มีอำนาจในการพิจารณาตัดสินว่าป่วยหรือไม่ แต่ต้องเป็นแพทย์ในการพิจารณาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก.พ.ไม่มีเจตนากีดกันผู้เข้ารับราชการ แต่ต้องการคัดกรองผู้ที่มีคุณภาพ ไม่ป่วยเป็นโรคที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน

ด้าน นพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย ผู้แทน สวรส. กล่าวว่า แผนงานวิจัยกลุ่มเปราะบาง เป็นหนึ่งในแผนงานวิจัยของ สวรส. ซึ่งทุกคนสามารถตกอยู่ในความเสี่ยงปัญหาด้านสุขภาพกายและจิต โดยเฉพาะสุขภาพจิตที่เป็นเรื่องซับซ้อน ที่ผ่านมา 30 ปี สวรส.อาจเน้นสุขภาพกายมาก ฉะนั้น นี้จะเป็นครั้งแรกๆ ที่ให้ความสนใจกับสุขภาพจิตที่เป็นพื้นหลังของการออกแบบนโยบายหรือระบบสาธารณสุข ดังนั้น เราจึงอยากเห็นหลักคิดที่ไม่มีผิดถูก เพื่อเป็นส่วนสำคัญในงานวิจัยระบบที่ยั่งยืน