สธ.เดินหน้าคุมเอชไอวี/เอดส์ ตั้งเป้าลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละพันคน
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมรายงานทบทวนโปรแกรมเอชไอวีประเทศไทย (Thailand HIV programme review) ว่า ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ 12 คน เข้าร่วมประเมินเรื่องเอชไอวี (HIV) ของประเทศไทย ตามนโยบายที่ไทยจะยุติปัญหาเรื่องนี้ในปี 2573 ฉะนั้นอีก 8 ปี จึงกำหนด 3 ตัวชี้วัด คือ 1.ผู้ติดเชื้อใหม่ต่ำกว่า 1,000 รายต่อปี 2.เสียชีวิตต่ำกว่า 4,000 รายต่อปี และ 3.ลดการตีตราให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 โดยผู้เชี่ยวชาญได้ชื่นชมไทยที่มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทำให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2534 ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละ 140,000 แสนราย ปัจจุบันเหลือ 6,500 ราย เสียชีวิตในปี 2545 พบปีละ 57,000 ราย ปี 2564 เหลือ 9,300 ราย ส่วนการตีตรายังทรงๆ อยู่ที่ร้อยละ 26 โดยมีเวลาอีก 8 ปี ในการลดจำนวนให้ถึงเป้าหมาย

“ข้อสำคัญอยู่ที่ 1.การทำให้รู้และรักษาเร็ว ตอนนี้ประกาศเรื่องการตรวจและรักษาอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์แล้ว 2.การป้องกันไม่ให้เกิด ซึ่งมีการสนับสนุนถุงยางอนามัย ยาเพร็พ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) และยาเป็ป PEP (Post-Exposure Prophylaxis) และ 3.ความกังวลในกลุ่มเยาวชนที่พบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น เช่น ซิฟิลลิส หนองใน ซึ่งมีความกังวลว่าจะมีเชื้อเอชไอวีตามมา” นพ.โสภณกล่าว
ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า การดำเนินการ คือ 1.กลุ่มเยาวชน ที่ต้องร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภาคีเครือข่าย เพิ่มเรื่องเพศศึกษา ลดการตีตราผู้ที่ป่วย หรือเพศสภาพ 2.ลดการตีตรา เลือกปฏิบัติ โดยกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กำลังออก “กฎหมายเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในทุกรูปแบบ” ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 4 และ 27 ซึ่งกำหนดว่าห้ามเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในทุกรูปแบบ ไม่เฉพาะสถานะด้านเอชไอวี แต่รวมถึงความเห็นและสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน โดย ยธ.ได้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว ต่อรัฐสภา และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) 3.ให้ความสำคัญกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้เข้าถึงบริการ บัตรสุขภาพ 4.รณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เลือกปฏิบัติ ให้การตรวจและรักษาเป็นเรื่องปกติ และ 5.บูรณาการระบบข้อมูลด้านเอชไอวี ทั้งข้อมูลของผู้ที่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ข้อมูลผู้ที่ใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ รวมถึงแรงงานข้ามชาติและผู้ที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติ (บุคคลไร้รัฐ) เพื่อให้เป็นระบบข้อมูลกลาง และสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการนำมากำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
“นอกจากนี้ สธ.จะหารือร่วมกับกองทุนด้านสุขภาพทั้ง 4 กองทุน เพื่อให้ทุกกองทุนสนับสนุนการจัดบริการด้านเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคไวรัสตับอักเสบ แก่ทุกคนทุกสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน” นพ.โสภณกล่าว

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ผู้เชี่ยวชาญทำงานด้านเอชไอวีและเอดส์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้การตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะไม่มากเท่าอดีตที่ผ่านมา แต่ปัญหายังคงมีอยู่ อย่างที่ผ่านมามีคนร้องเรียนว่า สถานประกอบการให้ตรวจสุขภาพและพบว่าพนักงานติดเอชไอวี จะเลิกจ้าง ซึ่งกรณีนี้ยังมี แต่ไม่มาก ประปราย น้อยกว่าสมัย 20 กว่าปีที่ผ่านมา
“อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพตรวจเลือดนั้น จริงๆ เป็นข้อมูลส่วนตัว ซึ่งการผลักดันกฎหมายก็จะช่วยได้ในการปกป้องสิทธิผู้ป่วย ด้วยปัจจุบันสถานการณ์โรคเอชไอวีที่ลดลง ต่างจากเมื่อก่อนที่มีข่าวผู้เสียชีวิตรายวันทำให้คนตระหนัก แต่ปัจจุบันคนคิดว่าไทยกวาดล้างเอดส์จนหมดไปแล้ว เด็กสมัยใหม่ก็ไม่ค่อยได้เห็นข่าวเรื่องนี้แล้ว ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกว่าจะรู้ตัวก็ 3-5 ปี ทำให้ระหว่างนั้นก็ไม่ได้ป้องกัน ทำให้แพร่เชื้อไปโดยไม่รู้ตัว” ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกฎหมายจะปกป้องในส่วนเด็กและเยาวชนที่เรียนในโรงเรียนด้วยหรือไม่ ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์กล่าวว่า จริงๆ โดยหลักในสถานศึกษาไม่มีการห้ามอยู่แล้ว อย่างนักเรียนถึงแม้พ่อแม่ติดเชื้อ นักเรียนไม่ติดก็มาเรียน หรือแม้นักเรียนติดก็สามารถมาเรียนได้ ในอดีตการตีตรามีอยู่ แต่ทุกวันนี้ดีขึ้น ถามว่ามีหรือไม่ มีอยู่แล้ว แต่น้อยกว่ามาก ปัจจุบันก็มีแบบติดเชื้อแต่ปกปิดไม่ให้ใครรู้ กับแบบเปิดเผย ซึ่งเปิดเผยมีไม่มาก สิ่งสำคัญเราต้องช่วยกันสื่อสารให้ลดการตีตรา เพราะการรู้ว่าป่วยเร็วกินยาเร็วก็จะช่วยได้มากขึ้น อย่าตีตราจะส่งผลต่อสังคมมาก นี่คือสาเหตุที่ต้องมีการผลักดันกฎหมาย

