ปี’66 จ่อหาวัคซีนโควิดอีก 18 ล้านโดส ฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ปลดล็อก อปท.ซื้อได้

10.11.22 | 13:53 น.

ปี’66 จ่อหาวัคซีนโควิดอีก 18 ล้านโดส ฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ปลดล็อก อปท.ซื้อได้

วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ในปัจจุบันเป็นไปตามการคาดการณ์ที่ประกาศให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยช่วงเดือนพฤศจิกายน ผู้ติดเชื้อลดต่ำลง

“ทั้งนี้ ช่วงปลายปี ซึ่งเป็นหน้าหนาว ช่วงเด็กเปิดเทอม จะพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ข้อมูลพบว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ประมาณร้อยละ 4-5 แต่ผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตยังไม่เพิ่มมากนัก อย่างไรก็ตาม เป็นสัญญาณว่า เมื่อเข้าหน้าหนาวภูมิต้านทานคนไทยลดลง การฉีดวัคซีนป้องโรคลดลง รวมถึงกิจกรรมปลายปีที่มากขึ้น อัตราการติดเชื้อจึงเพิ่มขึ้น เราจึงต้องเร่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น และการฉีดในเด็กมากขึ้น” นพ.โอภาส กล่าว

ปลัด สธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มี 2 วาระสำคัญ คือ 1.ตามที่ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมกว่า 143 ล้านโดส ที่ข้อมูลวิชาการยืนยันว่าช่วยรักษาชีวิตคนไทยได้อย่างน้อย 5 แสนราย ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำการวางแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ปี 2566 โดยให้อิงจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ขณะที่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) ในปีหน้า

“ทางองค์การอนามัยโลกยังไม่มีข้อแนะนำออกมา เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ เราจึงวางกรอบไว้ คือ ฉีดกระตุ้นปีละ 1-2 เข็ม ในกลุ่ม 608 บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมประมาณ 18 ล้านคน หากต้องฉีดคนละ 2 เข็ม ก็จะเป็น 36 ล้านโดส ที่ประชุมจึงมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปวางแผนเตรียมการ” นพ.โอภาส กล่าว

ปลัด สธ. กล่าวว่า และ 2.ที่ประชุมเห็นชอบหลักการนโยบายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดหาวัคซีนได้เพื่อช่วยเสริมการฉีดวัคซีนที่มากขึ้น

Advertisement

“โดยขอให้ระมัดระวังความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณ และความเหลื่อมล้ำ เช่น บาง อปท.ที่มีงบมากก็ทำอาจเข้าถึงมาก แต่ อปท.งบน้อยก็อาจเข้าไม่ถึง โดยให้สถาบันวัคซีนไปหารือรายละเอียดอีกครั้ง” นพ.โอภาส กล่าวและว่า ที่ประชุมยังรับทราบผลการพัฒนาวิจัยวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งเห็นผลดี หลายหน่วยงานมีความก้าวหน้า เช่น ในภาครัฐ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ส่วนภาคเอกชน เช่น ไบโอเนท-เอเชีย สยามไบโอไซเอนซ์ โดยแม้จะยังไม่มีวัคซีนที่ขึ้นทะเบียน แต่ขอให้ต่อยอดไป เพราะเชื่อว่าในอนาคตก็ยังมีความจำเป็นต้องฉีดอีกหลายโดส

ผู้สื่อข่าวถามถึงวัคซีนที่จะใช้กระตุ้นในปีหน้า นพ.โอภาส กล่าวว่า ต้องดูข้อมูลทางวิชาการ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด อย่างไรก็ตาม วัคซีนรุ่นใหม่มีความแตกต่างจากรุ่นปัจจุบันไม่มาก แต่ราคาค่อนข้างสูงขึ้นมาก เราต้องดูข้อมูลให้แน่ใจและให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

เมื่อถามว่า งบที่ใช้จัดหาวัคซีนในปี 2566 จะต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมตรี (ครม.) หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า เมื่อเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว ก็สามารถใช้งบปกติ แต่ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ใช้งบกลาง ส่วนการจัดซื้อตามกฎหมายยังเป็นกรมควบคุมโรค

ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า แม้วัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยยังก้าวหน้าไม่เร็ว แต่ก็ก้าวหน้าอยู่ จึงต้องพัฒนาต่อให้ได้วัคซีนต้นแบบสำหรับจะต่อยอดวัคซีนในสายพันธุ์อื่นๆ พร้อมหาความร่วมมือกับต่างประเทศในการผลิตวัคซีนต่อไป เช่น ความร่วมมือกับ SK Bioscience (Korea) และ อภ.