ชัชชาติ กางแผนปรับโฉมศาลาฯ เสาชิงช้า-ลานคนเมือง เป็นแลนด์มาร์ก ‘เหมือนพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์’

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน เวลา 16.30 น. ที่ชั้น 19 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการศาลาว่าการ กทม.และลานคนเมือง สู่พิพิธภัณฑ์เมือง กทม. ครั้งที่ 1/2565 (อ่านข่าว ชัชชาติถกย้ายศาลาว่าการฯ เสาชิงช้าสู่ดินแดง จ่อตั้งอีก 2 อนุกรรมการ ศึกษา 2 ปี เชื่อ ‘น่าจะทันในยุคผม’)

ในตอนหนึ่ง นายชัชชาติกล่าวว่า การบริหารจัดการดังกล่าว คือแนวคิดย้ายที่ทำงานจากศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า ไปยังศาลาว่าการ กทม. ดินแดง เพื่อให้เป็นศูนย์รวม การติดต่อหน่วยงาน การเดินทาง ให้มีความสะดวกมากขึ้น มีการประสิทธิภาพพื้นที่ดีขึ้น โดยที่ประชุมวันนี้มีการถกเถียงกันเยอะมาก เป็นการประชุมที่สนุกมากที่สุดครั้งหนึ่ง ประเด็นถก อาทิ ทำเพื่ออะไร ย้ายเพื่ออะไร ผลกระทบต่อชุมชน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ กทม.ไปจับจ่ายใช้สอยเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ ถ้าย้ายออกไปแล้วชุมชนจะมีปัญหาหรือไม่ หรือเมื่อเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เหมือนกับพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ในกรุงเทพฯ โดยที่ประชุมมีข้อสรุปสำคัญคือ เมืองควรจะมีแหล่งเรียนรู้ เป็นศูนย์ที่รวบรวมความเป็นเมืองไว้ อาจจะไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นหมุดหมายของเมือง เช่นที่ จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ รวมถึงหลายเมืองทั่วโลก

นายชัชชาติกล่าวว่า สิ่งที่ทำไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ที่แสดงของเก่า แต่มีไว้แสดงชีวิตของคนเมือง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นเรื่องที่สนุก ตื่นเต้น

“ผมว่าคณะกรรมการทุกท่านสนุกและมีความหวัง ยังถามเลยว่าพวกเราฝันมากไปรึเปล่า อ.หน่อง (ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร) บอกว่าต้องฝันให้ไกลไปให้ถึง ก็ไม่ใช่ว่าจะเสร็จวันพรุ่งนี้ อุปสรรคมีอีกเยอะเลย สิ่งที่ทำไม่ใช่ง่าย” นายชัชชาติกล่าว

Advertisement

นายชัชชาติกล่าวว่า จุดสำคัญคือจะทำศูนย์นี้เพื่ออะไร มีการถกกันอยู่ 2 ชั่วโมง จุดมุ่งหมายของการทำตรงนี้ ถ้าเราเริ่มผิดมันก็ไปผิด คณะกรรมการมีข้อสรุปอยู่ 4 แนวทาง ได้แก่

1.ต้องรวมความเป็นคนเมือง หรือเป็นศูนย์กลางคนเมือง (People District, People Square) พิพิธภัณฑ์จะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นประวัติความเป็นมาของคนเมืองตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ในรูปแบบเก่าๆ แต่สะท้อนความเป็นคน ความเป็นเมือง

2.ต้องมีการฟื้นฟูสภาพเมืองชั้นในให้คึกคัก ให้เชื่อมโยงมากขึ้นกับหลายพื้นที่ ทั้งถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งมีหอสมุดเมือง นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ โลหะปราสาท ภูเขาทอง วัดสุทัศนเทพวราราม พระบรมมหาราชวัง ศาลหลักเมือง สนามหลวง ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นการใช้พื้นที่ดังกล่าวจะทำให้มีการฟื้นฟูสถานที่โดยรอบด้วย บทบาทของมันไม่ใช่แค่ตัวตึก แต่เป็นการสร้างเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับบริบทที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชุมชน พื้นที่สำคัญต่างๆ ทำให้มีสเปซเพิ่มขึ้นในการทำตรงนี้

Advertisement

3.ต้องเป็นหมุดหมายที่สำคัญ เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ทุกคนจะต้องมา ให้เป็นแลนด์มาร์คหรือจุดเช็คอิน ต้องมีเนื้อหาที่น่าตื่นเต้น น่าสนใจ มีชีวิตชีวา ซึ่งไม่ใช่โจทย์ที่ง่าย

4. ต้องเป็นพื้นที่แสดงชีวิตของคน เป็นสิ่งที่คนมีส่วนรวม จัดกิจกรรม ทั้งศิลปะ สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ตามนโยบายกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image