สสจ.ศรีสะเกษแจงเหตุโอนพยาบาลไปสังกัด อบจ.ไม่ได้ ชี้ รพ.เสี่ยงต้องปิดแผนก

14.11.22 | 17:32 น.

สสจ.ศรีสะเกษแจงเหตุโอนพยาบาลไปสังกัด อบจ.ไม่ได้ ชี้ รพ.เสี่ยงต้องปิดแผนก

 

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 นพ.ทนง วีระแสงพงษ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ศรีสะเกษ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพยาบาลวิชาชีพจำนวนหนึ่งของโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน ใน จ.ศรีสะเกษ ยื่นเรื่องต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ประสงค์ขอโอนย้ายไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ.ว่า ต้องขอทำความเข้าใจว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เห็นด้วยกับหลักการของการกระจายอำนาจ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้บริการต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากขึ้น

“ทั้งนี้ ต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งท้องถิ่นที่จะเป็นผู้รับภารกิจต่อจาก สธ. ส่วนกลางที่ต้องกำกับดูแล และประชาชน ก็ต้องได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้การถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษานวมินทราชินี (สอน.) และ รพ.สต.เป็นไปอย่างถูกต้อง ประชาชนยังได้รับการบริการที่มีความต่อเนื่อง ทั้งการบริการเบื้องต้น คือ ระดับปฐมภูมิ ไปจนระดับสูงกว่าและเชี่ยวชาญ หรือที่เรียกว่า ทุติยภูมิและตติยภูมิ ซึ่งที่ผ่านมา การเชื่อมโยงการทำงานที่เข้มแข็งและมีเอกภาพ ในทุกระดับ ทำให้รับมือกับสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ได้อย่างดี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 จนได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและนานาชาติ” นพ.ทนงกล่าว

นพ.ทนงกล่าวว่า การถ่ายโอนภารกิจครั้งนี้เป็นการถ่ายโอนภารกิจปฐมภูมิ ดังนั้น บุคลากรที่จะเข้ากระบวนการถ่ายโอนได้ จึงต้องเป็นบุคลากรที่ทำงานปฐมภูมิ คือ บุคลากรของ สอน./รพ.สต.เท่านั้น ซึ่งเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2565 จ.ศรีสะเกษได้มีการลงนามถ่ายโอน รพ.สต.จำนวน 117 แห่ง ไปสังกัด อบจ.เรียบร้อยแล้ว โดยมีบุคลากรสาธารณสุขถ่ายโอนไปทั้งสิ้น 789 คน เป็นข้าราชการ 411 คน ส่วนการที่บุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งเป็นบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ ขอถ่ายโอนไปนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะนอกจากจะไม่เป็นไปตามหลักการถ่ายโอนภารกิจแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ หากตัดโอนตำแหน่งของบุคลากรเหล่านี้ไป จะส่งผลให้ทุกโรงพยาบาลขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก จนอาจถึงขั้นต้องปิดแผนก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับประชาชน

Advertisement

ทั้งนี้ อบจ.ศรีสะเกษ ได้แจ้งรายชื่อผู้ประสงค์ถ่ายโอน/ช่วยราชการ รวมทั้งสิ้น 166 คน ในจำนวนนี้เป็นพยาบาลวิชาชีพ 112 คน แต่ปฏิบัติงานที่ รพ.สต.เพียง 7 คน อีก 105 คน เป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาล ทั้ง ICU ห้องคลอด ศัลยกรรม ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ได้แก่ โรงพยาบาลชุมชน 67 คน โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลศูนย์ 24 คน ที่เหลือเป็นพยาบาลของโรงพยาบาลใน จ.อุบลราชธานี พิษณุโลก นครราชสีมา 8 คน พยาบาลของโรงพยาบาลสังกัด กรุงเทพมหานคร (กทม.) 2 คน พยาบาลของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) 1 คน และพยาบาลของสถาบันประสาทวิทยาอีก 3 คน