เปิดศักดิ์ กม.ไทย รัฐมนตรีอำนาจเต็มออกประกาศ สธ.ยันไม่มีสุญญากาศกัญชา
ความคืบหน้าการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ฉบับปรับปรุงที่เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการใช้ “ช่อดอก” ซึ่งลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ อีกทั้งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะนำประกาศฉบับดังกล่าวไปหารือและขอคำแนะนำจากที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ ด้วยนั้น
วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากขั้นตอนดังกล่าว ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมากถึงประเด็นอำนาจหน้าที่ของ “รัฐมนตรี” ในการออกประกาศกระทรวงฯ อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับมาดูอำนาจการของรัฐมนตรีในการออกประกาศกระทรวงฯ ตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายในประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “ประกาศ” เป็นกฎหมายลำดับรองของฝ่ายปกครอง ซึ่ง “รัฐมนตรี” เจ้าของกระทรวงเป็นผู้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฉบับใดฉบับหนึ่ง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้ และมีผลใช้บังคับแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปเช่นเดียวกับกฎกระทรวง แต่มีข้อแตกต่างคือ การออกประกาศกระทรวงนั้น รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีอำนาจออกเองได้โดยลำพัง โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบในหลักการจาก ครม. ก่อนเหมือนเช่นกฎกระทรวง เพื่อให้รัฐมนตรีมีความอิสระ และมีความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ที่ให้อำนาจไว้
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) ฉบับล่าสุดนี้ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 มาตรา 4 ที่ระบุว่า ให้รัฐมนตรีว่าการ สธ.รักษาการตาม พ.ร.บ. มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง รวมทั้งออกระเบียบและประกาศ เพื่อให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แหล่งข่าวระดับสูงใน สธ. เปิดเผยว่า การที่รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ลงนามในประกาศแล้ว จะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ แต่ไม่กระทำตามขั้นตอนดังกล่าว ตนไม่ขอกล่าวถึง เพราะทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบหน้าที่อยู่แล้ว แต่หากจะถามว่า ป.ป.ส. มีสิทธิที่จะปรับแก้ประกาศหรือไม่ ยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้
“เพราะอำนาจการแก้ไขประกาศเป็นของรัฐมนตรี ทาง ป.ป.ส.ทำได้เพียงให้ความเห็น แต่ไม่สามารถสั่งแก้ไขใดๆ ในประกาศได้ ทั้งนี้ ตามหลักการแล้ว หากจะบังคับใช้กฎหมายใด ในราชกิจจานุเบกษาจะต้องมีการประกาศใช้ออกไป เมื่อใช้ไประยะหนึ่งแล้ว มีข้อมูลมากพอที่จะให้พิจารณาปรับปรุง ก็สามารถเสนอให้ปรับแก้ประกาศต่อไปได้ แต่นี่ยังไม่ได้ประกาศ ก็ถูกยับยั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ไม่ใช่ช่วงสุญญากาศแต่อย่างไร เพราะแม้ประกาศฉบับปรับปรุงยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ยังมีประกาศเดิมที่บังคับใช้อยู่ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 ที่ควบคุมทั้งต้นของกัญชาและกัญชง ผู้ที่จะศึกษาวิจัย จำหน่าย หรือแปรรูปต้องขออนุญาต แค่จะขายต้นกล้าก็ต้องไปขออนุญาตแล้ว ซึ่งนั่น ทำให้ประชาชนเกิดความลำบากในการใช้ประโยชน์จากกัญชา เราจึงต้องมีประกาศปรับปรุงให้เหลือเพียงช่อดอก” แหล่งข่าวรายเดิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ประชาชนสับสน เนื่องจากมีกฎหมายหรือประกาศหลายฉบับ ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ แหล่งข่าว กล่าวว่า อย่างที่หลายฝ่ายเน้นย้ำมาตลอดว่า การที่มีกฎหมายฉบับเดียวเป็นความจำเป็นเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ทุกฝ่าย
“นี่คือความจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … เพื่อให้มีการควบคุมไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนประชาชนที่ใช้กัญชาในทางที่ผิด ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่รู้กฎหมาย เพราะตอนนี้ เรายืนยันว่าไม่ให้ใช้ในเชิงสันทนาการ หากตำรวจเห็นก็จับกุมได้ทันที” แหล่งข่าว กล่าว
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าประกาศฉบับล่าสุดที่ถูกนำไปหารือใน ป.ป.ส.เป็นประกาศที่ดีที่สุดแล้ว แหล่งข่าว กล่าวว่า ณ ช่วงเวลาที่ยังไม่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ คิดว่าประกาศฉบับนี้ควบคุมดีที่สุด ส่วนเรื่องช่องโหว่ทางกฎหมาย คนที่ไม่เห็นด้วย ก็มักจะหาจุดนี้มาพูดเสมอ เพราะมีการกำหนดว่า ต้องมีสถานที่ขายชัดเจน ห้ามโฆษณา หรือมีการจัดทำข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้

