ศูนย์จีโนมฯ ชี้ตรวจสายพันธุ์โควิดจากอาการจำเพาะของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพควบคุมโรค

20.11.22 | 15:02 น.

ศูนย์จีโนมฯ ชี้ตรวจสายพันธุ์โควิดจากอาการจำเพาะของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพควบคุมโรค

วันนี้ (20 พฤศจิกายน 2565) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อาการของผู้ป่วยโควิด-19 มาช่วยระบุสายพันธุ์ของโควิด-19 โดยล่าสุดมีการศึกษาประชาชากรผู้ใหญ่ อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1.5 ล้านคน ในประเทศอังกฤษ พบอาการทางคลินิกที่จำเพาะของโควิด-19 แต่ละสายพันธุ์
ทั้งนี้ ข้อความระบุว่า การใช้อาการมาช่วยระบุสายพันธุ์ของโควิด-19 (variant-specific symptom)
ศึกษาจากประชากรผู้ใหญ่ (18+) ในประเทศอังกฤษ จำนวน 1.5 ล้านคน ที่ติดเชื้อโควิด-19 พบอาการทางคลินิกที่จำเพาะของโควิด-19 แต่ละสายพันธุ์
ปัจจุบันการตรวจสอบไวรัสโคโรนา 2019 ทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงในเกือบทุกประเทศถูกปรับลดจำนวนการตรวจลงอย่างมาก เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณ อีกทั้งมีการตรวจการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดย ATK ที่มีราคาย่อมเยา และสามารถตรวจได้ด้วยตนเองมาทดแทนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การตรวจต้นทุนสูง เช่น PCR และ การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของไวรัสโคโรนา 2019ยังมีความสำคัญ เพื่อใช้ติดตามการกลายพันธุ์ เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของบรรดาไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ใหม่ ที่อุบัติขึ้นมาแทนที่สายพันธุ์เดิมที่ลดจำนวนลง เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์ย่อยที่อุบัติใหม่กับอาการทางคลินิกที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น หากสามารถใช้อาการที่จำเพาะมาช่วยระบุถึงสายพันธุ์ของไวรัสโคโรนา 2019 (variant-specific symptom) เบื้องต้นได้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคตเพื่อเสริมการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคโควิด-19 ในยุคที่มีการลดจำนวนการตรวจ PCR และลดการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งจีโนมลง
มีงานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ “Nature” ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 (https://www.nature.com/articles/s41467-022-34244-2) โดยนำข้อมูลการติดเชื้อโควิด-19 ในหมู่ประชากรผู้ใหญ่ในประเทศอังกฤษ จำนวน 1,542,510 คน ในช่วงเกือบ 2 ปี (1 พฤษภาคม 2563 ถึง 31 มีนาคม 2565) ของการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบความแตกต่างของอาการจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ดั้งเดิม อู่ฮั่น แอลฟา เดลต้า โอมิครอน BA.1 และ BA.2 อันเนื่องมาจากภูมิหลังของผู้ติดเชื้อที่แตกต่างกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติและการได้รับฉีดวัคซีน
โดยพบว่า ความเกี่ยวข้อง (association) ของโอมิครอน BA.1 และ BA.2 ที่เกี่ยวข้องกับสูญเสียหรือการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น รสชาติ รวมถึงการเบื่ออาหาร ลดลง ต่างจากไวรัสโคโรนา 2019 ดั้งเดิม อู่ฮั่น, แอลฟา, และ เดลต้า ที่มีความสัมพันธ์กับอาการสูญเสียหรือการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น รสชาติ และการเบื่ออาหาร อย่างชัดเจน
โอมิครอน BA.1 และ BA.2 มีอาการที่ไม่รุนแรงคล้ายหวัดและไข้หวัดใหญ่ กล่าวคือ มีอาการ ปวดหัว, น้ำมูกไหล, จาม, คัดจมูก, เสียงแหบ, และ เจ็บคอ อันเป็นอาการของการติดเชื้อไวรัสใน “ระบบทางเดินหายใจส่วนบน” ที่เด่นชัดมากกว่า ไวรัสโคโรนา 2019 ดั้งเดิม อู่ฮั่น แอลฟา เดลต้า ซึ่งจะมีอาการติดเชื้อรุนแรงมากกว่าเพราะมีการติดเชื้อ “ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง” เช่น ปอด (ภาพ1)
การติดเชื้อโอมิครอน BA.2 แม้มีอาการไม่รุนแรงแต่กลับพบอาการมากขึ้นทำให้มีการหยุดชะงักหรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมประจำวันมากกว่าเมื่อเทียบกับโอมิครอน BA.1 (ภาพ2)
ส่วนการสูญเสียการรับรู้กลิ่นหรือรสจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ ดั้งเดิม อู่ฮั่น, แอลฟา, และ เดลต้า มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าแม้เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะติดต่อเข้าสู่เซลล์ในร่างกายน้อยกว่าร้อยละ 1 ก็ตาม แต่เป็นไปได้ว่า ลำดับพันธุกรรมของไวรัสสามารถเข้าไปควบคุมการแสดงออกของยีนตัวรับกลิ่น (olfactory receptors) -ของโฮสต์เซลล์ (ของผู้ติดเชื้อ) แม้เซลล์นั้นจะไม่ติดเชื้อก็ตาม ทำให้การรับรู้กลิ่นหรือรสทั้งระบบลดลงหรือสูญเสียไปชั่วขณะ
ดังนั้น การศึกษาการแสดงออกของยีนมนุษย์ในระดับการสร้างอาร์เอ็นเอ (ทรานสคริปโตมิกส์) และการสร้างโปรตีน (โปรติโอมิกส์) อย่างละเอียดหลังการติดเชื้อโควิด-19 คาดว่า จะช่วยให้ทราบถึงกลไกในระดับเซลล์มนุษย์ที่มีความสำคัญในการเกี่ยวข้องกับอาการความรุนแรงของโรคโควิด-19 เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 ในอนาคต
นอกจากนี้ การที่มีไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ใหม่อุบัติขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และความสามารถที่เราสามารถระบุตัวบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่เชื้อ (super spreader) เบื้องต้นจากลักษณะอาการได้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต