รมว.สุชาติ เผยผลพวงมาตรการช่วงโควิด ส่งผลจีดีพีไทยโต ว่างงานต่ำสุดในโลก

21.11.22 | 15:37 น.

รมว.สุชาติ เผยผลพวงมาตรการช่วงโควิด ส่งผลจีดีพีไทยโต ว่างงานต่ำสุดในโลก

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2565) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ไอเอ็มเอฟ (IMF) หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ออกรายงานคาดการณ์ GDP ปี 2023 ของประเทศต่างๆ
ทั่วโลก ผลปรากฏว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต มี GDP เป็นบวก คือ จาก 2.8 เป็น 3.7 ว่า ในเอเชียมีเพียงไทยและจีน ที่เพิ่มจาก 3.2 เป็น 4.4 เท่านั้น ที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า GDP จะเป็นบวก ไม่นับฮ่องกงและมาเก๊า (ข้อมูลอ้างอิงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ International Monetary Fund (IMF) ที่ได้วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ฉบับเดือนตุลาคม 2565) ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวไหลกลับเข้ามา รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลได้ไปเจรจาไว้ โดยเฉพาะพื้นที่อีอีซี (EEC) และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศด้วย

นายสุชาติกล่าวว่า สิ่งที่น่ายินดีอีกอย่างจากรายงานของไอเอ็มเอฟ ยังระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในโลก แม้ในปีที่แล้วช่วงพีคของโควิด-19 ไทยยังมีคนว่างงานเพียงร้อยละ 1.5 

ซึ่งเป็นรองเพียงคูเวตที่มีประชากรแค่ 4 ล้านคน และรวยกว่าไทยมาก ที่ร้อยละ 1.3 แต่ประเทศอื่นๆ ไม่มีใครแตะเลข 1 ได้เลย ส่วนปีนี้ลดลงมาเหลือ ร้อยละ 1.0 เป็นอันดับ 1 ของโลก และคาดว่าปีหน้าก็จะยังคงต่ำที่สุดของโลกได้อีกที่ร้อยละ 1.0 จากรายงานดังกล่าว ถือเป็นผลพวงจากการขับเคลื่อนนโยบาย  ต่างๆ ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่รักษาการจ้างงานและดูแลภาคแรงงานให้เข้มแข็งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อาทิ โครงการส่งเสริมและยกระดับการจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อลดปัญหาการว่างงาน โครงการแฟคทอรี แซนด์บ็อกซ์ บนฐานแนวคิดเศรษฐศาสตร์และสาธารณสุข ตรวจ ควบคุม รักษา ดูแล การเปิดจุดตรวจโควิด-19 แบบประจำจุดและตรวจเชิงรุกในโรงงาน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกจ้างให้ภาคเอกชนยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ สนับสนุนวัคซีนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน จัดหาโรงพยาบาล ฮอสปิเทล (Hospitel) ในเครือข่ายประกันสังคม เป็นต้น” นายสุชาติกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์จากโครงการดังกล่าว ทำให้โรงงานไม่มีการปิดตัวลง ภาคการผลิตส่งออกสูงสุดในรอบ 30 ปี ที่สำคัญ ทำให้ดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติ อาทิ บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ได้เข้าไปลงทุนทำธุรกิจใน 22 ประเทศ แต่มีเพียงสาขาในประเทศไทยเท่านั้นที่อยู่รอดในช่วงโควิด-19 จึงตัดสินใจลงทุนในไทยเพิ่มอีก 3,600 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้เชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลไทยที่ดูแลผู้ประกอบการไทยและต่างชาติอย่างเท่าเทียม ทำให้บริษัทสนใจเข้ามาเปิดตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

“ผลพวงจากการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นผลสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาลงทุนและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวโดยเฉพาะการจ้างงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว” นายสุชาติกล่าว

Advertisement