กก.โรคติดต่อฯ เผยแผนวัคซีนโควิดปี’66 สำรอง 36 ล้านโดส บูสต์กลุ่มเสี่ยงคนละ 2 เข็ม

21.11.22 | 16:51 น.

กก.โรคติดต่อฯ เผยแผนวัคซีนโควิดปี’66 สำรอง 36 ล้านโดส บูสต์กลุ่มเสี่ยงคนละ 2 เข็ม

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2565 ว่าที่ประชุมมีวาระสำคัญหลายเรื่อง ได้แก่

เรื่องที่ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ในฐานะคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ลงนามแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เพื่อดูแลด้านวิชาการ ประกอบด้วย 4 คนเดิม ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร, ศ.เกียรติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล, นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร และ นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์

เรื่องที่ 2 ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ด้วยหลายปัจจัย เช่น ช่วงปลายปีมีกิจกรรมที่คนรวมตัวหนาแน่น เข้าสู่ฤดูหนาวที่เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมนานขึ้น ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนป้องกันลดลง ดังนั้น ที่ประชุมมีความเห็นว่า ควรเร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) เพราะข้อมูลชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา 100% เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยปัจจัยสำคัญคือ ไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้น

Advertisement

นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะที่วาระเพื่อพิจารณา ได้แก่ วาระที่ 1 เห็นชอบแผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ปี 2566 ตามที่อนุกรรมการต่างๆ เสนอมา วาระที่ 2 รับทราบผลการดำเนินการกำจัดโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งโรคนี้ส่วนใหญ่อยู่แถวชายแดน ด้วยมาตรการต่างๆ ทำให้สามารถคุมได้ดี จึงอยู่ในช่วงที่ต้องกำจัดโรคให้หมดไป กรมควบคุมโรคจึงเสนอตั้งคณะอนุกรรมการดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ วาระที่ 3 ตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ภายหลังประกาศเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เพื่อดูแลการจัดหา การฉีดวัคซีนในระยะต่อไป และวาระที่ 4 ตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 จำนวน 8 คนเดิมที่เคยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

“และท้ายที่สุด กรมควบคุมโรครายงานว่า มีการเสนอไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพิ่มสิทธิประโยชน์วัคซีน PCV ให้คนไทย ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส ให้เด็กและเสนอวัคซีนมะเร็งปากมดลูกให้เด็กไทยที่ตกหล่นในช่วงโควิด-19 ด้วย” นพ.โอภาสกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ปี 2566 นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนวัคซีนโควิด-19 ปี 2566 โดยเน้นกลุ่มเสี่ยง จำนวน 18 ล้านคน คือ 608 บุคลากรทางการแพทย์สาธารณสุข บุคลากรด่านหน้า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ที่ทำงานด่านหน้า และกลุ่มเด็ก

“โดยขณะนี้ องค์การอนามัยโลกยังไม่มีคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในปีหน้า จึงใช้หลักการตามที่คณะกรรมการวิชาการเสนอ คือ กระตุ้นคนละ 2 โดส ดังนั้น จะเตรียมวัคซีนไว้ 36 ล้านโดส ณ เวลานี้ เรามีวัคซีนเหลือจากปีที่แล้วและมีวัคซีนบริจาคมาเพิ่มด้วย ดังนั้น เบื้องต้นคาดว่า จะไม่ต้องใช้งบประมาณเพื่อจัดหาวัคซีนในปี 2566” นพ.ธเรศกล่าว

เมื่อถามว่า หากใช้วัคซีนที่มีอยู่ จะสามารถรองรับสายพันธุ์ที่จะเกิดในปีหน้าได้หรือไม่ นพ.ธเรศกล่าวว่า เบื้องต้น ทีมวิชาการติดตามดูว่ายังไม่มีผลการศึกษาว่าต้องเปลี่ยนแปลงวัคซีนเป็นวัคซีนโควิด 2 สายพันธุ์ (Bivalent Vaccine) เพื่อการกระตุ้นที่ดีกว่า ฉะนั้น เบื้องต้นเราจะใช้วัคซีนเดิมที่มีเพื่อกระตุ้น แต่จะมีการติดตามผลวัคซีนใหม่ๆ ถ้ามีประสิทธิผลดีกว่าก็จะนำเข้ามา โดยขณะนี้ การติดต่อเพื่อขอบริจาควัคซีน bivalent vaccine ให้เรา ซึ่งทีมวิชาการกำลังศึกษาอยู่

เมื่อถามอีกว่า ปี 2566 ประชาชนทั่วไปจะสามารถฉีดได้หรือไม่ มีช่องทางอย่างไร นพ.โอภาสกล่าวว่า จะเน้นในกลุ่มเสี่ยงก่อน แต่ถ้ากลุ่มที่สมัครใจฉีดก็สามารถฉีดได้ คิดว่าวัคซีนเพียงพอ ส่วนจะฉีดอย่างไร ก็ต้องปรับไปตามสถานการณ์ เพราะตอนนี้จริงๆ มีวัคซีนกระจายอยู่ทุกโรงพยาบาล สามารถติดต่อขอรับได้