เครือข่ายปชช. ชุมนุมหน้าทำเนียบ ลั่น! ไม่เลือกนักการเมืองคว่ำ พ.ร.บ.กัญชาฯ 

22.11.22 | 16:43 น.

เครือข่ายปชช.ชุมนุมหน้าทำเนียบ ลั่น! ไม่เลือกนักการเมืองคว่ำ พ.ร.บ.กัญชาฯ 

วันนี้ (22 พฤศจิกายน 2565) เครือข่ายประชาชนเพื่อการมีกฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย นำโดย นายประสิทธิชัย หนูนวล และ นายอัครเดช ฉากจินดา ชุมนุมที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในระหว่างการประชุมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยเครือข่ายฯ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. …เป็นกฎหมายบังคับใช้ เครือข่ายประชาชนฯ ได้ยื่นหนังสือต่อ  นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เครือข่ายประชาชนฯ ยังได้ยื่นหนังสือต่อพรรคการเมือง ได้แก่ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ทำหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ไม่ใช่คว่ำทิ้งทั้งฉบับด้วย

 

ทั้งนี้ นายประสิทธิชัย ได้อ่านแถลงการณ์ในนามเครือข่ายประชาชนฯ ข้อความระบุว่า ตามที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาในฐานะพืชสมุนไพรมาโดยลำดับนั้น บัดนี้ถึงขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้เกิดการจัดการและควบคุมเชิงระบบสำหรับพืชกัญชา เพื่อเป็นหลักประกันต่อสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงพืชกัญชาในฐานะความมั่นคงทางยาของครัวเรือนและของประเทศชาติโดยรวม เครือข่ายประชาชนเพื่อการมีกฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย จึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี 2 ประการ ดังนี้

 

Advertisement

1.ขอให้แนวนโยบายของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับกัญชาจะต้องไม่นำกัญชาไปสู่การเป็นยาเสพติดโดยเฉพาะการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ส. เพราะการนำกัญชาไปสู่ยาเสพติดเท่ากับเป็นการตัดสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกัญชาและยังนำไปสู่การสร้างกติกาใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มเข้าถึงและดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาได้ในขณะที่ประชาชนจะถูกกีดกัน ฉะนั้น หากรัฐบาลคำนึงถึงประชาชนจะต้องไม่นำพืชกัญชากลับไปสู่ยาเสพติดอีก

2.เพื่อเป็นหลักประกันในสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงพืชกัญชาเพื่อความมั่นคงทางยา รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ เพื่อใช้สำหรับควบคุมกัญชาเชิงระบบ เพราะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติจะระบุหลักการของการปฏิบัติต่อกัญชาในประเทศนี้เอาไว้ ข้อปฏิบัติใดที่จะเกิดขึ้นกับกัญชาจะต้องอยู่ภายใต้หลักการในพระราชบัญญัติ บัดนี้กรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรได้จัดทำกฎหมายเสร็จสิ้นแล้วควรที่สภาฯ จะต้องพิจารณาบังคับใช้ ฉะนั้น รัฐบาลในฐานะผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศจะต้องตระหนักว่าการไม่มีกฎหมายมาควบคุมกัญชาเชิงระบบเป็นความผิดพลาดร้ายแรงของการบริหารประเทศ เพราะจะก่อปัญหาหลายประการตามมา รัฐบาลจึงต้องดำเนินการเพื่อให้สภาบังคับใช้ พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ที่กำลังจะเข้าพิจารณาในสภาฯ

“จึงขอให้ท่านพิจารณาว่า ความมั่นคงทางยาจากพืชกัญชาจะสามารถทำให้สังคมไทยมีความพร้อมพอต่อการรับมือวิกฤติใดในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเลวร้ายมากขึ้นทุกที ภารกิจของการผลักดันกัญชาจึงมิใช่การแย่งชิงทางการเมือง แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางยาแก่ประเทศชาติ” นายประสิทธิชัย กล่าว และว่า หากยังมีการดึงดันที่จะผลักดันให้กัญชาเป็นยาเสพติด พวกเราก็จะสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ เพราะถือว่าท่านไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน

ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … กล่าวว่า ขอยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 มีคนบางกลุ่มพยายามที่จะเอาเข้าที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ส. เพื่อให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ทำให้ประชาชนหวาดวิตก แต่ในที่สุด พลังประชาชนที่ได้หล่อหลอมรวมกันในเวลาเพียงไม่กี่วันจึงเป็นผลสัมฤทธิ์ ให้วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ส.เปลี่ยนวาระเพื่อพิจารณา เหลือเพียงวาระเพื่อทราบ แต่ก็อย่าเพิ่งประมาทต้องรอดูกันต่อไป

“การมาที่นี่เพื่อเรียกร้องไม่ให้กัญชาเป็นยาเสพติด แสดงถึงเจตนารมณ์แน่วแน่ว่าจะยึดกัญชาเป็นสมุนไพรของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน และสิ่งที่ต้องรู้เท่าทัน คือ มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้กัญชา เป็นสิ่งที่ไม่มีกฎหมายมาควบคุม สิ่งนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง พวกคนเหล่านี้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายต่อกัญชา ด้วยการอ้างว่า ห่วง เยาวชน สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ถามว่าถ้าห่วงเยาวชน ทำไมไม่ออกกฎหมายมาควบคุม ถ้าเห็นด้วยกับการควบคุม ท่านจะต้องยกมือแก้ไขในสภาฯ รายมาตราไม่ใช่คว่ำกฎหมายทิ้ง ทั้งฉบับ เป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ พรรคการเมืองใด นักการเมืองคนใด ที่ทำแบบนั้น ประชาชนจะสั่งสอนท่านเองในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้” นายปานเทพ กล่าว

พ.ต.ท.หญิง ธิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ พยาบาลนักกฎหมาย ในฐานะสมาพันธ์กัญชาเพื่อประชาชน กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์กัญชาในประเทศไทย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม ประกอบกับความขัดแย้งในทางการเมือง ส่งผลให้เกิดความสับสนแก่สังคม เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของกฎหมายและการบังคับใช้ จนเกิดเหตุการณ์การยื่นฟ้องศาลปกครองของพรรคการเมือง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ถอดกัญชา ออกจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ดังเดิม

“ในฐานะกลุ่มตัวแทนของภาคประชาชนที่ทำงานผลักดันเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายกัญชาในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี หากวันนี้ กัญชาต้องกลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดอีกครั้ง จะส่งผลให้ประชาชนมากมายที่จะถูกดำเนินคดีทางอาญา ทั้งในฐานะผู้เสพ ผู้ค้า ผู้ผลิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจที่อยากจะทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดการพัฒนาอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายกฎกติกาของสังคมต้องติดร่างแหนี้ไปด้วย และจะส่งผลให้ทุกอย่างกลับลงไปสู่ระบบใต้ดิน ไม่มีความสามารถในการควบคุมใดๆ และสุดท้าย ปัญหาเหล่านี้ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด” พ.ต.ท.หญิง ธิชาลักษณ์ กล่าว