อนุทิน ลั่น! กลางสภา กว่าจะมีวันนี้ผ่าน กม.ครบถ้วน พลิกกัญชาเป็นสมุนไพรเศรษฐกิจค่าหมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อภิปรายตอบกระทู้ “กัญชาเสรี” ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยได้กล่าวในช่วงหนึ่ง ว่า การประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดให้โทษ ไม่ได้เป็นการกระทำของรัฐมนตรีว่าการ สธ.เพียงลำพัง แต่เป็นกระบวนการตามกฎหมายที่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติดโดยสภาชุดนี้ สาระสำคัญในมาตรา 29 ที่ถอดพืชกัญชาออกจากยาเสพติดประเภทที่ 5 นำมาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ถอดกัญชาออกจากชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เหลือกำหนดไว้เพียงสารทีเอชซี (THC) ที่มีปริมาณมากกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักยังคงเป็นยาเสพติดอยู่ จากนั้นจึงได้ลงนามตามมติ ป.ป.ส. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 อย่างไรก็ตาม กระบวนทั้งหมดเป็นตามกฎหมายครบถ้วน
นายอนุทินกล่าวว่า มีการศึกษาตลาดกัญชาในประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 และภายใน 3 ปี จะเพิ่มสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท ฉะนั้น การปลดล็อกกัญชาที่เคยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หลบๆ ซ่อนๆ ไม่มีมูลค่าในการตลาด กลับมามีมูลค่านับหมื่นล้านบาท เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายในการต่อยอดธุรกิจสร้างโอกาสให้ประชาชน
“ดังนั้น หากมีการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง ตามที่หลายคนให้คำแนะนำ ก็จะทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจค่อยๆ หดตัวลงไป แต่ประชาชนยังเข้าถึงการใช้ประโยชน์กัญชาได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็จะทำให้ความมั่นใจ ความกระตือรือร้นในการต่อยอดลดน้อยลงไป มูลค่าการตลาดหดตัวลง การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจก็จะลดลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่า ความพยายามของเราในการคืนพืชกัญชา กัญชงให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเราออกกฎหมายไม่ได้” นายอนุทินกล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า สำหรับคำถามถึงแนวทางป้องกันใช้ในทางที่ผิด ป้องกันกลุ่มเปราะบางอย่างไรบ้าง จึงต้องเรียนว่า การมีกฎหมายกัญชา กัญชงที่เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะเป็นการกำกับการใช้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ตามการพิจารณาของสภา
“เมื่อกัญชาถูกถอดจากยาเสพติดแล้ว ระหว่างการพิจารณากฎหมายที่กินเวลานานกว่าที่คาดไว้ แต่เรายังมีกฎหมายระดับรอง คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันจึงยังควบคุมการใช้ในทางที่ผิดได้ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่เป็นที่วิตกกังวล เมื่อเทียบกับยาเสพติดอื่นๆ ซึ่งวันนี้ เราไม่ควรเทียบแล้วเพราะกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด การเอาเทียบก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ประกาศกระทรวงยังมีการห้ามสูบในที่สาธารณะ ห้ามใช้ช่อดอกปรุงอาหาร ห้ามจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งประกาศล่าสุดที่มีผลบังคับใช้วันนี้ เพิ่มการห้ามจำหน่ายให้ผู้ที่มีสถานะเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการที่จะผสมกัญชา ต้องขออนุญาตกรมอนามัย พร้อมแจ้งสัญลักษณ์ให้ผู้บริโภครับทราบ” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์กัญชา จะต้องขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมส่งผลการศึกษามาตรฐานความปลอดภัยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อย. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หากเป็นต่างจังหวัดก็ขอได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โดยบทลงโทษกำหนดว่า ผู้ที่ฝ่าฝืน ขัดต่อประกาศมีโทษจำและปรับ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับเหตุนั้นๆ
“ประกาศฉบับปรับปรุงที่คุมเข้มช่อดอก เป็นการพิสูจน์ว่า เราคุมเข้มส่วนที่สังคมกังวลมากที่สุด โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ต่อสังคม ส่วนอื่นๆ ของกัญชาที่ไม่ใช่ช่อดอกมีสารที่เป็นอันตรายต่ำ ไม่จัดเป็นยาเสพติดตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2563 แล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่าตั้งแต่เราดำเนินนโยบายให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงกัญชา กัญชงเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ สุขภาพและเศรษฐกิจ ยังไม่พบปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ มีผู้ลงทุนนำเม็ดเงินเข้ามา ไม่มีใครแอบขายเป็นอุตสาหกรรม คนที่ทำสินค้ามีใบอนุญาตทุกคน ฉะนั้น ผู้ที่แอบขาย แอบสูบ เสพ เป็นผู้จงใจทำผิดกฎหมาย เราก็ใช้การบังคับกฎหมายไปดำเนินคดี ไม่แตกต่างกับการกระทำความผิดในเรื่องอื่นๆ” นายอนุทินกล่าว และว่า ผมพร้อมตอบคำถามในวาระต่างๆ ไม่ว่าจะในที่ประชุม หรือคุยกันส่วนตัว

