องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ย้ำ! เร่งยุติมฤตยูเชื้อดื้อยาจากฟาร์มอุตสาหกรรม

24.11.22 | 16:22 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ย้ำ! เร่งยุติมฤตยูเชื้อดื้อยาจากฟาร์มอุตสาหกรรม

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เปิดเผยว่า พบว่ากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ตรวจพบเชื้อดื้อยา จำนวน 19 ชนิด ในเนื้อสัตว์และแหล่งน้ำรอบฟาร์มอุตสาหกรรมใน 9 ประเทศ 4 ทวีป รวมทั้งประเทศไทย วิกฤตเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ หรือ ซุปเปอร์บั๊กส์ (Superbugs) นี้ ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ต่างจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 38,000 คน หรือทุกๆ 15 นาที ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและเอกชนจะต้องมีนโยบายห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่มในสัตว์ฟาร์ม รวมถึงยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ฟาร์มที่คำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อยุติภัยจากวิกฤตเชื้อดื้อยานี้ รวมทั้งสิทธิของผู้บริโภคที่สามารถรู้แหล่งที่มาของอาหารว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ และการผลิตอาหารนั้นเกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ รายงานวิจัยล่าสุด ระบุมีผู้เสียชีวิตจากซุปเปอร์บั๊กส์ทั่วโลกปีละกว่า 1.27 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อซุปเปอร์บั๊กส์ทั่วโลกสูงถึงปีละ 10 ล้านคนในปี 2593 ถึงแม้ว่า องค์การอนามัยโลกได้เสนอแนะว่ายาปฏิชีวนะไม่ควรถูกใช้เพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่มในสัตว์ฟาร์ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มอย่างโหดร้ายทำให้ยาปฏิชีวนะถูกนำมาใช้มากถึงร้อยละ 75 ทั่วโลก

“สำหรับในประเทศไทย ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่หยุดแค่เพียงสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม แต่ยังกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยใกล้แหล่งฟาร์มอุตสาหกรรมนี้อีกด้วย โดยคำบอกเล่าจากเกษตรกรรายหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี ได้กล่าวถึงผลกระทบว่า ข้าวในไร่ไม่ค่อยได้ผลผลิต เพราะในน้ำมีพวกน้ำยาสารเคมีหรือขี้หมูเยอะ เมื่อปล่อยน้ำที่มีสารปนเปื้อนลงมาในนา ข้าวได้รับความเสียหายหรือไม่ก็ตาย เพราะมีสารพิษในระบบนิเวศ ปลาก็แทบอยู่ไม่ได้เพราะน้้ำมีค่าความเค็มสูง เคยร้องเรียนไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ข้อมูลจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ระบุ

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้มีการประกาศให้การใช้การยาปฎิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่มเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญและประเทศอื่น สมควรปฏิบัติตามด้วยเช่นเดียวกัน องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจึงได้ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐมีนโยบายห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่มในสัตว์ฟาร์ม ตลอดจนให้ฟาร์มในระบบอุตสาหกรรมได้พัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ตามมาตรฐานขั้นต่ำของการเลี้ยงสัตว์ฟาร์ม (FARMS) ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก

Advertisement

 

สำหรับแนวทางแก้ไขวิกฤตเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์ของประเทศไทย นายโชคดี สมิทธิ์กิตติผล ผู้จัดการแคมเปญสัตว์ฟาร์ม องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า แม้ว่าในประเทศไทยจะมีการจัดตั้งแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคปศุสัตว์ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่การพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรมกลับยังไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร

“เราเชื่อว่า การใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาสัตว์ที่ป่วยแบบรายตัว แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญที่สุดคือ การห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่ม ซึ่งมีต้นตอจากสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มที่ย่ำแย่” นายโชคดี กล่าวและว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18-24 พฤศจิกายน 2565 จัดเป็น สัปดาห์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านจุลชีพ ซึ่งมีคำขวัญว่า ร่วมกันป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพ หน้าที่ของทุกคน องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย จึงถือโอกาสขอเชิญชวนลงชื่อเพื่อร่วมผลักดันให้ภาครัฐและเอกชนมีนโยบายห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่มในสัตว์ฟาร์มรวมถึงยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ฟาร์มที่คำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อยุติภัยจากวิกฤตเชื้อดื้อยาได้ที่ https://www.worldanimalprotection.or.th/AMR-Environmental-Impact

ขณะที่ ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นในคนและสัตว์ ว่า ต้องได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา พบว่า ในคนมีการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคหรืออาการที่ไม่จำเป็น เช่น หวัดจากไวรัส และพบว่ายังมีการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์ ประมง รวมถึงการเกษตร

“คำถามที่สำคัญคือ ทำไมคนไทย รวมถึงเกษตรกรถึงสามารถเข้าถึงและสามารถซื้อยาปฏิชีวนะได้อย่างง่ายดาย ยาปฏิชีวนะได้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันโรค ดังนั้น ระบบในการติดตามเส้นทางของยาปฏิชีวนะจึงมีความสำคัญ ตั้งแต่ต้นน้ำ การนำเข้า การกระจาย การใช้ และ การปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคเองก็มีสิทธิที่จะรู้ถึงที่มาของอาหาร ว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่อย่างไร และการผลิตอาหารนั้นเกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง” ผศ.ภญ.นิยดา กล่าว