สธ.ห่วงโควิดแนวโน้มพุ่ง แนะระวัง! กิจกรรมรวมกลุ่ม เข้มหน้ากาก บูสต์วัคซีนก่อนปีใหม่

28.11.22 | 13:57 น.

สธ.ห่วงโควิดแนวโน้มพุ่ง แนะระวัง! กิจกรรมรวมกลุ่ม เข้มหน้ากาก บูสต์วัคซีนก่อนปีใหม่

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 20-26 พฤศจิกายน 2565) แนวโน้มการระบาดเพิ่มขึ้น มีผู้ป่วยรายใหม่เข้ารักษาในโรงพยาบาล 4,914 ราย เฉลี่ยวันละ 702 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 553 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 319 ราย และเสียชีวิต 74 ราย เฉลี่ยวันละ 10 ราย

นพ.โอภาสกล่าวว่า โดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบการระบาดเพิ่มในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยวภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ว่า จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ประชาชนมีการผ่อนคลายมาตรการและมีกิจกรรมรวมตัวกันมากขึ้น ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียชีวิตที่ผ่านมา พบว่าเป็นการติดเชื้อครั้งแรก และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ไม่ได้รับวัคซีน หรือรับวัคซีนไม่ครบ หรือได้รับเข็มสุดท้ายนานเกินกว่า 3 เดือน

“วัคซีนโควิด-19 เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการเสียชีวิตได้ ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนไประยะหนึ่งแล้ว ภูมิคุ้มกันที่มีจะลดลง จึงต้องมีการฉีดเข็มกระตุ้น ดังนั้น หากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย ขอให้รีบมาฉีด และหากฉีดกระตุ้นเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือนแล้ว ขอให้ไปฉีดเพิ่ม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า การรับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 ช่วยลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ เพื่อเร่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ทันช่วงปลายปี ที่จะมีกิจกรรมเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดย สธ.ได้ประสานให้เพิ่มสถานที่ฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว และกำชับโรงพยาบาลในสังกัดทุกจังหวัดให้เปิดจุดบริการฉีดวัคซีน รวมถึงจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่เป็นกลุ่มเสี่ยงด้วยแล้ว” นพ.โอภาสกล่าว

ปลัด สธ.กล่าวว่า แม้จะมีการฉีดวัคซีนแล้ว แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันส่วนบุคคล โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ สำหรับกลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับนานเกิน 6 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น หรือร่วมกิจกรรมที่คนจำนวนมากโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย ส่วนคนในครอบครัวที่ไปสถานที่เสี่ยง หรือมีกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมากในช่วง 5 วัน ควรงดการใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ และหากพบว่า มีการติดเชื้อ ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อให้การรักษาได้ทันเวลา ซึ่งได้จัดยาและเวชภัณฑ์ไว้เพียงพอ รวมถึงเตียงระดับ 2-3 ทั่วประเทศ สำหรับรองรับผู้ป่วยอาการปานกลางถึงรุนแรง ยังมีเพียงพอรองรับสถานการณ์เช่นเดียวกัน

ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อขณะนี้ เพิ่มขึ้นแต่ไม่มากเท่าในอดีต ทั้งนี้ อัตราการรับวัคซีน รวม 143,155,910 โดส แบ่งเป็น วัคซีนเข็มที่ 1 ร้อยละ 82.07 จำนวน 57 ล้านโดสเศษ, เข็มที่ 2 ร้อยละ 77.02 จำนวน 53 ล้านโดสเศษ และเข็มที่ 3 จำนวน 32 ล้านโดสเศษ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจำนวนของผู้เสียชีวิต จะพบว่า ยังเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว หรือกลุ่ม 608 และได้รับวัคซีนไม่ครบ หรือไม่ได้รับวัคซีนเลย

Advertisement

นพ.จักรรัฐกล่าวถึงปัจจัยของการกลับมาติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นว่า มาจากกิจกรรมที่ทำ และการที่ไม่รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์โดส) นานเกิน 3 เดือน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเชื้อไวรัสที่เปลี่ยนแปลงหลบภูมิคุ้มกัน แต่ยังคงเป็นอยู่ในตระกูลโอมิครอนเหมือนเดิม

“ดังนั้น คนที่ได้รับวัคซีน หรือผ่านการติดเชื้อมาแล้วเกิน 3 เดือน ควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อไม่ให้เกิดการป่วยหนัก และต้องลดปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อจากกิจกรรม เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน โดยคนที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือคนสูงอายุ ควรงดกิจกรรมรับประทานอาหารร่วมกัน โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่อาจเดินทางไปมาหลายพื้นที่ เลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว หรือใช้เวลาการรับประทานอาหารให้เร็วที่สุด เพื่อลดระยะเวลาการติดหรือแพร่เชื้อ” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ต้องเร่งรณรงค์การรับวัคซีนให้ครบ 4 เข็ม โดยต้องดำเนินการ 3 อย่าง คือ 1.คนที่ได้รับวัคซีนนานเกิน 3 เดือน หรือผ่านการติดเชื้อมาแล้วเกิน 3 เดือน ต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ขณะนี้ รพ.ทุกแห่ง เตรียมจัดเพิ่มพื้นที่ฉีดวัคซีน 2.วัยทำงาน ที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ 608 ในบ้าน ต้องระวังตนเองไม่ได้แพร่เชื้อ ขณะเดียวกัน คนสูงอายุก็ขอให้งดกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ไม่ไปเที่ยวหรือสังสรรค์ และ 3.ต้องมีการปรับเพิ่มมาตรการรักษา ให้ได้รับยารวดเร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน คนสูงอายุ เมื่อป่วย และคิดว่าโรคไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อน เลยไม่ได้มาพบแพทย์

“ทั้งนี้ ปัจจัยของความรุนแรงของโรคที่ลดลง มาจากที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพราะวัคซีน แต่หากระยะห่างของการรับวัคซีนนานเกิน 3 เดือน ก็มีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงได้ ดังนั้น หากเริ่มมีอาการ ต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อได้รับยาฉีด เช่น เรมเดซิเวียร์ หรือแพ็กซ์โลวิด เพราะลำพังยากินอาจไม่เพียงพอ ย้ำว่า ในช่วยหยุดยาวของเดือนธันวาคมนี้ ต้องระวังตัว สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ และงดกิจกรรมเสี่ยง เช่น การรับประทานอาหารแบบรวมกลุ่มกับคนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ 4 เข็ม เพื่อไม่ให้ติดเชื้อแล้วรุนแรง” นพ.จักรรัฐกล่าว