อนุทิน รับข้อสั่งการนายกฯ ระดมอัดวัคซีนโควิด ลั่น! ต้องได้อย่างน้อยคนละ 4 เข็ม
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า สำหรับโควิด-19 ปัจจุบันที่เริ่มมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากเหมือนสมัยก่อน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น (บูสเตอร์โดส) โดยตนได้หารือกับปลัด สธ.ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะประกาศนโยบายว่า คนไทยทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อยคนละ 4 เข็ม
“ซึ่งปลัด สธ.ได้นำข้อมูลทางการแพทย์มาตอบว่า สามารถทำได้ เพื่อให้ทุกคนรับวัคซีนอย่างน้อย 4 เข็ม หากรับเข็มที่ 3 นานเกิน 3 เดือน ก็รับเป็นเข็มที่ 4 ได้ ขณะเดียวกัน ถ้าใครฉีดเข็มที่ 3 แล้วติดเชื้อ ก็นับเป็นเข็มที่ 4 แต่หลังจากหายแล้ว 4 เดือน ก็รับวัคซีนเข็มที่ 4 ด้วย จึงขอให้ประชาชนไปรับวัคซีนที่โรงพยาบาล (รพ.) ใกล้บ้าน ซึ่งขณะนี้เราให้บริการถึงระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หากจะรับวัคซีนชนิดใด ก็ให้แจ้งแพทย์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ขณะนั้นมีวัคซีนชนิดใดให้บริการบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการแพทย์ ชี้ชัดว่า การรับวัคซีนเข็มกระตุ้นไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใด เช่น ไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซนเนก้า ก็มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน” นายอนุทินกล่าว
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. กล่าวว่า ในวันนี้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (อีโอซี) กระทรวงสาธารณสุข โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์แพทย์ชุดเดิมเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ที่เพิ่มขึ้นแต่ชะลอตัว เฉลี่ยวันละ 4-5 แสนราย แต่ป่วยหนักและเสียชีวิตลดลง
“ในส่วนของประเทศไทย ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ไม่มาก เพิ่มเป็นบางจังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ส่วนจังหวัดเล็กสถานการณ์ปกติ ไม่มีปัญหาอะไร ผู้ที่เสียชีวิต ร้อยละ 100 เป็นผู้สูงอายุ แต่ผู้ที่อายุน้อยก็จะมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ภาพรวมเป็นไปตามคาดการณ์ ผู้ที่ติดเชื้อซ้ำมีประมาณร้อยละ 2 ที่ประชุมอีโอซีที่มีอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ต่างก็มีความเห็นว่า สถานการณ์ไม่น่ากังวลมากนัก แต่จะเพิ่มแนวปฏิบัติขึ้น คือ 1.ลดการติดเชื้อ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยมากขึ้น เว้นระยะห่างมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม 608 และคนที่ไปพบกลุ่มเสี่ยง ก็ต้องสวมด้วยเช่นกัน หากอยู่ในที่แออัดก็สวมหน้ากากป้องกันตนเอง 2.ยา กรมการแพทย์ และสมาคมโรคติดเชื้อ ได้ปรับแนวทางเวชปฏิบัติ เป็นฉบับที่ 25 เพื่อให้เข้าถึงยาง่ายขึ้น เดิมกำหนดเกณฑ์โรคประจำตัวก็ลดเหลือดุลพินิจของแพทย์” นพ.โอภาสกล่าว
ปลัด สธ.กล่าวว่า ขณะนี้มียาเพียงพอ มียาโมลนูพิราเวียร์ 11 ล้านโดส เฉลี่ยใช้วันละ 2 แสนโดส ฟาวิพิราเวียร์ มี 1.3 ล้านโดส ใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะเป็นยาตัวเดียวที่ใช้ได้ มีเพียงพอสำหรับ 3 เดือน องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สำรองเรมเดซิเวียร์ 2 แสนโดส ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) 2 แสน แพ็กซ์โลวิด 2.5 หมื่นโดส ซึ่งขณะนี้ รพ.รัฐ และเอกชน สามารถซื้อได้เอง จึงคาดว่าไม่มีปัญหา ส่วนคนที่อาการหนัก ทางกรมการแพทย์ก็แนะนำให้ใช้ LAAB เพื่อลดอัตราเสียชีวิต และ 3.วัคซีน โดยข้อมูลชัดเจนว่าคนที่ฉีดครบ 4 เข็ม ไม่เสียชีวิตเลย ที่ประชุมจึงเห็นชอบประกาศรณรงค์ ให้คนไทยรับวัคซีนอย่างน้อย 4 เข็ม โดยขณะนี้ฉีดไปเพียงร้อยละ 4 ส่วนเด็กก็จะทอดเวลาห่างออกไป เพราะเริ่มฉีดช้ากว่าผู้ใหญ่ ขณะนี้ยังเป็นเข็มที่ 3 อยู่ โดยจะต้องขยายการเข้าถึงบริการให้มากที่สุด
“สธ.สั่งการเปิดจุดฉีดใน รพ.ทุกแห่ง ตั้งแต่ รพ.สต. และห้ามปฏิเสธคนที่วอล์กอิน (Walk-in) ต่อให้ฉีด 1 คนต่อ 1 ขวด ก็ต้องยอม ดีกว่าให้คนเสียชีวิตเพราะรอฉีดวัคซีน ที่ประชุมเห็นว่า ปัญหาเรื่องวัคซีนมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ มีจุดฉีดในสังกัดของ สธ. คือ รพ.สังกัดกรมการแพทย์ เราจึงให้ถ่ายทอดแนวปฏิบัติดังกล่าวผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เพิ่มความเข้มข้นในการฉีดวัคซีนจาก รพ.รัฐ แต่ด้วยกรุงเทพฯมี รพ.เอกชนเป็นส่วนใหญ่ ถ้าประธานคณะกรรมการฯไม่สั่งการก็ทำได้ยาก” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า สธ.ตั้งเป้าว่า เมื่อถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ จะต้องฉีดให้ถึง 145-146 ล้านโดส ซึ่งขณะนี้ฉีดได้ 143 ล้านโดสกว่าๆ ก็คาดเหลืออีกประมาณ 2 ล้านโดส จึงต้องเร่งฉีดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง สำหรับข้อมูลวัคซีนกรมควบคุมโรครายงานว่า มีวัคซีนไฟเซอร์อยู่ 9 ล้านโดส รวมถึงแอสตร้าฯก็มีอยู่ จึงเพียงพอ ไม่ต้องจัดหาเพิ่มเติม ส่วนซิโนแวค วัคซีนเชื้อตายฉีดจนหมด ซึ่งเหมือนกับทั่วโลกที่วัคซีนล้นต้องทำลายทิ้ง แต่เรายังไม่มีที่ต้องทำลาย ฉะนั้น ยาพอ หมอพอ วัคซีนพอ เหลือแต่ประชาชนมารับวัคซีน ส่วนเรื่องสถานการณ์เชื้อโควิด-19 ในไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่า BA.2.75 เริ่มเพิ่มขึ้นมาก ต่างจากฝั่งอเมริกา ยุโรป ที่เป็นอีกสายพันธุ์ ฉะนั้น ทุกอย่างจะใกล้เคียงไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่จะมีสายพันธุ์ต่างกันในแต่ละพื้นที่ เป็นไปตามการคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ไข้หวัดใหญ่แต่ความรุนแรงลดลงจริงๆ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการปิดกิจกรรมในช่วงปีใหม่ ที่มีการรวมตัว มีงานคอนเสิร์ต นพ.โอภาสกล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้หารือกันเรื่องงดกิจกรรม ปิดประเทศใดๆ แต่เน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีนให้เป็นตามเป้าหมาย

