รมว.สุชาติ เปิดบ้านถก กก.ผู้ช่วยรัฐมนตรี เผยนโยบายช่วงโควิด ช่วยแรงงาน-ธุรกิจอยู่รอด

28.11.22 | 15:12 น.

รมว.สุชาติ เปิดบ้านถก กก.ผู้ช่วยรัฐมนตรี เผยนโยบายช่วงโควิด ช่วยแรงงาน-ธุรกิจอยู่รอด

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2565) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 10/2565 โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ที่สำนักงานประกันสังคม จ.นนทบุรี และการประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล

นายสุชาติกล่าวว่า การประชุมกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการพิจารณาและประเมินผลการดำเนินการของผู้ช่วยรัฐมนตรี และเสนอแนะมาตรการอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือของรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สถานประกอบการ และผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

“ตลอดระยะ 2 ปี ที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีนโยบายและมาตรการช่วยเหลือพี่น้องลูกจ้าง ผู้ประกอบการที่สำคัญ อาทิ ในปี 2564 ได้เปิดจุดตรวจโควิด-19 แบบประจำจุดและตรวจเชิงรุกในโรงงาน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกจ้างเพื่อให้ภาคเอกชนยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งผลตรวจโควิด-19 จำนวน 409,972 คน ในเดือนพฤษภาคม 2564 แรงงานไม่ได้รับการฉีดวัคซีน จึงขอรับการสนับสนุนวัคซีนให้แก่ผู้ใช้แรงงานกว่า 11 ล้านคน ต่อรัฐบาล และได้ฉีดวัคซีนให้แรงงานแล้ว 3,962,206 โดส ในเดือนสิงหาคม 2564 โรงงานปิดตัวลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงงาน กระทรวงแรงงานจัดโครงการแฟคทอรี่ แซนด์บ๊อกซ์ บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจศาสตร์และสาธารณสุขมุ่งเป้าภาคการผลิตส่งออกสำคัญทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ใน 12 จังหวัด 730 โรงงาน มีแรงงานเข้าร่วม 407,770 คน ตรวจ RT-PCR พบผู้ติดเชื้อ 11,298 คน โดยทั้งหมดได้เข้าสู่กระบวนการรักษา และได้มีฉีดวัคซีนให้ทุกคน ผลสัมฤทธิ์จากโครงการทำให้โรงงานไม่มีการปิดตัวลง ภาคการผลิตส่งออกสูงสุดในรอบ 30 ปี

Advertisement

นายสุชาติกล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือ SMEs เพื่อรักษาการจ้างงานให้ยังคงอยู่ โดยรัฐบาลอุดหนุนจำนวน 235,933 แห่ง ส่งเสริมการจ้างงานใหม่ของนายจ้าง 66,201 แห่ง ลูกจ้างได้รับการจ้างงาน มากกว่า 3.2 ล้านคน รวมเงินอุดหนุนมากกว่า 27 ล้านบาท ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคสูงขึ้น ทำให้แรงงานสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งได้ประกาศใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 โครงการสัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยระดับนานาชาติ นำเสนอผลงาน 41 ผลงาน โครงการงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 34 มีผู้เข้าร่วมงานนิทรรศการ 13,775 ราย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการพัฒนาทักษะและ การให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ขับขี่รถยนต์โดยสาธารณะ (แท็กซี่) ผู้จัดส่งอาหาร และผู้จัดส่งพัสดุ ระหว่าง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งพัฒนานักขับเสริมทักษะอาชีพ เข้าถึงสิทธิประกันสังคม สร้างบริการประทับใจ โครงการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ให้สิทธิแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา 35 ช่วยให้คนพิการในพื้นที่ห่างไกล ได้รับโอกาสมีอาชีพ มีงานทำอย่างทั่วถึง สามารถพึ่งพาตนเอง และนอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังมีการดำเนินงานในอีกหลายเรื่อง ที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ใช้แรงงานมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยความมั่นคงและอย่างยั่งยืนต่อไป

“ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ (IMF) ซึ่งได้วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ฉบับเดือนตุลาคม 2565 พบว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงาน “ต่ำที่สุดในโลก” แม้ในปีที่แล้วช่วงพีคของโควิด-19 เรายังมีคนว่างงานเพียงร้อยละ 1.5 ซึ่งเป็นรองเพียงคูเวตที่มีประชากรแค่ 4 ล้านคนซึ่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต มี GDP เป็นบวก คือ จาก 2.8 เป็น 3.7 โดยในเอเชีย มีเพียงไทยและจีน 3.2 เป็น 4.4 เท่านั้น ที่ IMF คาดการณ์ว่า GDP จะเป็นบวก ไม่นับฮ่องกงและมาเก๊า ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่าผลพวงจากการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วงโควิด-19 ส่งผลทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด” นายสุชาติกล่าว