ปรับไกด์ไลน์รักษาโควิด ฉบับ 26 ติดเชื้ออาการน้อยไม่ต้องแอดมิต ให้ยาเร็วขึ้น

29.11.22 | 16:47 น.

ปรับไกด์ไลน์รักษาโควิด ฉบับ 26 ติดเชื้ออาการน้อยไม่ต้องแอดมิต ให้ยาเร็วขึ้น

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยดูแลรักษาโรคโควิด-19 ล่าสุดเป็นฉบับที่ 26 ซึ่งผ่านการพิจารณาของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (อีโอซี) กรณีโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 แล้ว

“วันนี้ผู้เชี่ยวชาญได้มีการประชุมชี้แจงแนวทาง หรือไกด์ไลน์ ให้แก่แพทย์กว่า 200 คน คาดว่าจะประกาศใช้ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยฉบับล่าสุดที่มีการปรับเปลี่ยน คือ

1.กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรครุนแรง จากเดิมที่มีรายละเอียดมาก ปรับเหลือเพียงให้การดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตนตาม DMHT อย่างน้อย 5 วัน ให้การดูแลรักษาตามอาการตามดุลยพินิจแพทย์ หากต้องให้ยาต้านไวรัส ก็อาจให้ยาโมลนูพิราเวียร์ หรือยาฟาวิพิราเวียร์ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

2.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลางที่ยังไม่ต้องให้ออกซิเจน ได้ปรับเกณฑ์ของปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง เพื่อให้เข้าถึงยาต้านไวรัสสะดวกขึ้น ใน 3 กลุ่ม คือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังรวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ ในระยะ 2 ขึ้นไป, โรคหัวใจและหลอดเลือด Class 2 ขึ้นไป และ โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ก็ปรับเป็นไม่มีระยะของโรคและเป็นโรคเบาหวานธรรมดา แพทย์สามารถให้ยาตามดุลยพินิจได้ ซึ่งการให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มนี้ ได้เพิ่มภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) เข้ามาด้วย ซึ่งอาจให้ LAAB ตัวเดียว หรือให้ร่วมกับยาต้านไวรัสตัวอื่นก็ได้ตามอาการหรือตามดุลยพินิจของแพทย์

“นอกจากนี้ ยังปรับคำแนะนำการให้ยา โดยแพ็กซ์โลวิด ควรเริ่มภายใน 5 วัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการ ให้ยา 5 วัน 10 โดส เรมเดซิเวียร์ ควรเริ่มใน 5 วัน ตั้งแต่มีอาการ ให้ 3 วัน 3 โดส LAAB ควรเริ่มใน 7 วัน ตั้งแต่มีอาการให้ 1 โดส และโมลนูพิราเวียร์ ควรเริ่มใน 5 วัน ตั้งแต่มีอาการ จำนวน 5 วัน 10 โดส” นพ.ธงชัยกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีผู้ป่วยเสียชีวิตที่บ้าน ต่อมาภายหลังพบว่าเป็นโควิด-19 มาจากการรู้ตัวว่าติดและเข้าถึงการรักษาช้าด้วยหรือไม่ นพ.ธงชัยกล่าวว่า ขณะนี้ผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 70 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน รับวัคซีนน้อยกว่าเข็ม 3 และเข็มสุดท้ายนานเกิน 3 เดือน บางส่วนมีอาการแล้ว ไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้ตรวจ คิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น หากมีไข้สูงลอย ไอมาก เริ่มหอบเหนื่อย จึงควรรีบไปโรงพยาบาล (รพ.) โดยเฉพาะกลุ่ม 608 และกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับไม่ครบ อาการจะเปลี่ยนแปลงเร็ว จึงขอให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลรักษาได้ทันท่วงที

“นอกจากนี้ ย้ำว่า ทุกคนควรรับวัคซีนให้ครบ 4 เข็ม จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ หรือติดแล้วโอกาสจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตน้อยลงมาก แม้จะเคยติดเชื้อมาแล้วก็ไม่ต้องไปนับ ให้นับเฉพาะตัววัคซีน แต่หากติดเชื้อแล้ว ให้เว้นระยะห่างไป 3 เดือน ค่อยไปฉีดเพิ่ม” นพ.ธงชัยกล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์เตียงโควิด-19 ในช่วงปีใหม่ นพ.ธงชัยกล่าวว่า ขณะนี้เราคืนเตียงไปดูแลผู้ป่วยโรคอื่นๆ แล้ว เหลือเตียงดูแลเฉพาะโควิด 7,564 เตียง ใช้ประมาณ 1,168 เตียง หรือใช้ร้อยละ 19.4 เฉพาะเตียงระดับ 2-3 ที่ดูแลกลุ่มปานกลางถึงรุนแรงใช้ประมาณร้อยละ 35 แม้ช่วงปีใหม่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าผู้ป่วยอาการรุนแรงจะเพิ่มขึ้นไม่มาก ประเมินว่าการใช้เตียงจนถึงปีใหม่นี้อาจจะไม่ถึงร้อยละ 50 เนื่องจากหากยิ่งรณรงค์ให้คนฉีดวัคซีนมากขึ้น อาการรุนแรงที่จะต้องใช้เตียงก็จะลดลง คิดว่าไม่ต้องปรับเตียงโรคอื่นมาดูแลโควิด-19 เหมือนเมื่อก่อน

“ส่วนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ก็เริ่มกลับเข้าสู่การรักษาตามปกติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนผู้ป่วยที่รอคิวสะสม เช่น การผ่าตัด ก็เริ่มเคลียร์หมดแล้ว อย่างโซนย่านการแพทย์โยธีก็มีการแบ่งปันเตียง ห้องผ่าตัด เตียงพักฟื้น ก็ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงเร็วขึ้น สำหรับผู้ป่วยติดโควิด-19 ซ้ำ พบว่า อาการน้อยกว่าการติดครั้งแรก” นพ.ธงชัยกล่าว