อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยฯ ชี้ตัดมาตรา 3 ไม่กระทบสถานะกัญชา แต่อาจมีผลต่อความมั่นใจ

14.12.22 | 17:48 น.

อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยฯ ชี้ตัดมาตรา 3 ไม่กระทบสถานะกัญชา แต่อาจมีผลต่อความมั่นใจ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. … รับข้อเสนอในที่ประชุมสภา ตัดมาตรา 3 เรื่อง “กัญชา ไม่ใช่ยาเสพติด” ออกจากร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ในวาระ 2 ว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ และยังไม่ถือว่ากัญชาจะกลับไปเป็นยาเสพติด

“แต่อย่างที่ฟังจากการถกเถียงในที่ประชุม ก็มีคำถามว่า แล้วกัญชาจะมีสถานะเป็นอะไร ซึ่งก็ต้องไปว่ากันต่อ แต่อย่างที่มีการเปรียบเทียบกับพืชกระท่อม ถามว่า ตอนนี้กระท่อมมีสถานะเป็นอะไร ตอนนี้ก็ถือเป็นพืชชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากยังมีฤทธิ์เสพติด ก็จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาดูแล แต่ไม่ได้ทำให้กลับไปเป็นยาเสพติดไปโดยปริยาย ดังนั้น จึงไม่กระทบกับการเดินหน้าเรื่องกัญชาไปก่อนหน้านี้ แต่อาจจะกระทบในแง่ของความกังวล ความไม่มั่นใจมากกว่า วันนี้กัญชายังถือเป็นพืชสมุนไพร” นพ.ธงชัยกล่าว

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯกล่าวว่า สำหรับการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้น ในส่วนนี้เท่าที่ทราบ คณะกรรมการยาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องมีการพิจารณาและเสนอกลับเข้าไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่มี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งก็ย้อนกลับไปทางเดิม ในส่วนของผู้ประกอบการที่มีการเดินหน้าเรื่องกัญชาไปแล้วนั้น ถ้ากลับไปเป็นยาเสพติด การควบคุมมีมากขึ้น ก็มีผลกระทบทั้งหมด

“รวมถึงแง่ของวิชาการ การศึกษาวิจัยต่างๆ ทำได้ แต่ทำยากลำบากขึ้น อาจจะทำให้คนศึกษาวิจัยกัญชาลดลง ซึ่งเรื่องนี้จะเอาไปเปรียบเทียบตัวอื่นไม่ได้ เช่น มอร์ฟีน ใช้ได้ แต่ไม่ได้ต้องการการศึกษาอะไรอีกแล้วว่าจะเอาไปใช้อะไรอีก เช่นเดียวกับฝิ่น ก็ไม่ต้องการการศึกษาวิจัยแล้วว่าจะเอาฝิ่นไปทำอะไรอีก” นพ.ธงชัยกล่าว และว่า แต่ในส่วนของกัญชานั้น ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้ ยังต้องการการศึกษาวิจัยถึงประโยชน์ แม้กระทั่งการรักษาเอง ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะเอาไปใช้ ยังต้องการงานวิจัยมารองรับว่าจะเอามาใช้รักษาโรคใดบ้าง ในหลอดทดลองเป็นเช่นนี้ แล้วการใช้ในคนเป็นอย่างไร ในคนไข้เป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่มีคำตอบ เรื่องพวกนี้ต้องการเวลาในการศึกษา หากเอากลับไปเป็นยาเสพติด ตนเห็นว่ามันจะทำให้เราเสียโอกาสตรงนี้

นพ.ธงชัยกล่าวว่า หากถามว่าไม่มีกฎหมายได้หรือไม่ ต้องบอกว่าก็คงไม่ได้ เพราะขนาดบุหรี่ยังมีกฎหมายมาควบคุม แล้วเหตุใดกัญชาจะไม่มี ดังนั้น อยากเรียกร้องว่า เข้าใจทุกคนที่กังวล แต่ก็เป็นหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องที่ควรจะมีกฎหมายออกมา

Advertisement

“ถ้าท่านกังวลประเด็นใด มีข้อมูลจากประชาชนประเด็นใด ก็เอามาเขียนในกฎหมาย ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วที่จะยกเลิกตรงไหน เพิ่มอะไร คิดว่าถ้ามีเหตุผลเพียงพอ และโน้มน้าวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ก็น่าจะทำให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งเห็นพูดถึงข้อกังวล แต่ไม่เห็นมีข้อเสนอที่จะไปแก้อะไรเลย การแก้กฎหมายยาเสพติด ให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด คำถามคือ ใครจะเป็นผู้เสนอ ถ้าฟังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. เคยให้สัมภาษณ์ ก็แปลว่า คณะอนุกรรมการยาเสพติด ของ อย.ต้องเป็นฝ่ายเสนอไปที่รัฐมนตรีว่าการ สธ. เพื่อลงนาม ซึ่งท่านประกาศชัดว่า ถ้าท่านยังอยู่ก็ไม่มีการลงนาม เรื่องนี้อาจจะต้องสอบถามไปที่ อย.” นพ.ธงชัยกล่าว

ทั้งนี้ นพ.ธงชัยกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ การที่จะเอาอะไรมาลองดูว่าทำแบบไหนในการควบคุม สังคมควรระมัดระวังอะไร น่าจะเป็นประโยชน์ บางเรื่องการคิดเอาว่ามันจะเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แล้วจะเป็นจริง จึงยังเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องใช้เวลาเรียนรู้เรื่องกัญชาอีกสักระยะ แต่เราก็ต้องระมัดระวัง ย้ำว่า กัญชาต้องมีกฎหมายออกมาดูแล กัญชาจะลอยมาเดี่ยวๆ เหมือนพืชผักสวนครัวไม่ได้ ต้องมีกฎหมายกำกับ