สธ.เผยนโยบายผลิตหมอแผนไทยใช้สมุนไพรรักษาโรคเรื้อรัง ยันไม่แข่งกับแพทย์ปัจจุบัน

วันนี้ (1 มกราคม 2566) นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สาขาเขตสุขภาพที่ 12 ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ และโรงพยาบาล (รพ.) ป่าบอน จ.พัทลุง พร้อมรับฟังความคิดเห็นและมอบนโยบายด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ว่า จ.พัทลุง มีศักยภาพในการใช้สมุนไพร และภูมิปัญญาจากการใช้สมุนไพรในการรักษาโรค สมุนไพรหลายตัวที่สำคัญของ จ.พัทลุง เช่น ขมิ้น ไพล ฟ้าทะลายโจร เถาวัลย์เปรียง ฯลฯ จากพืชสมุนไพรในท้องถิ่นดังกล่าวทำให้สามารถพัฒนาและเพิ่มศักยภาพเข้าสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม และนำมาใช้ในระบบบริการสุขภาพ เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้
“ดังนั้น การสร้างศูนย์การแพทย์แผนไทยฯ เขตสุขภาพที่ 12 นี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษา พัฒนาการแพทย์แผนไทย และ สมุนไพร เพื่อจัดการความรู้ภูมิปัญญาในระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะแบ่งศูนย์การแพทย์แผนไทยแห่งนี้เป็นต้นแบบด้านการแพทย์แผนไทยในด้านการศึกษาวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เขตสุขภาพอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นรูปแบบการบริการและการรักษา โดยใช้องค์ความรู้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายชุมชน พัฒนาระบบบริการผสมผสานร่วมกับหมอพื้นบ้าน การพัฒนาการแพทย์ แผนไทยในระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชน จึงควรพัฒนาบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงาน สหวิชาชีพ และการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์แผนไทยในชุมชนและหมอพื้นบ้านในชุมชน เพื่อสามารถหนุนเสริมความรู้ให้กันและกันเพื่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นพ.ธงชัย กล่าว

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า อีกเรื่องที่สำคัญ การจะให้การแพทย์แผนไทย นำการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น คงยาก ดังนั้น จึงควรเน้นการผสมผสานแผนไทยเข้าไปในระบบสุขภาพ โดยเอาจุดแข็งของการแพทย์แผนไทยเข้ามาใช้ ดังนั้น การขับเคลื่อนการแพทย์แผนไทยในปี พ.ศ 2566 จึงมีแนวทางที่จะผลักดันให้แพทย์แผนไทยมีความเด่นเฉพาะทาง (specialist) นำองค์ความรู้มาใช้ในการรักษา อาการปวดเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ (Chronic Pain & Insomnia) รวมถึงการรักษาผู้ป่วยยาเสพติด จากยาบ้าและเฮโรอีน
นอกจากนั้น อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวถึงลงพื้นที่เยี่ยม รพ.ป่าบอน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ว่า รพ.ป่าบอน มีจุดเด่นในการบูรณาการแพทย์แผนไทยในระบบสุขภาพชุมชน ในปี 2453 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานโรงงานการผลิตสมุนไพรแบบ WHO-GMP ซึ่งนับเป็น รพ.แรกๆ ที่ผ่านเกณฑ์นี้ และเป็น รพ.แรกๆ ในภูมิภาคที่เปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย
“รพ.ป่าบอน จึงเป็น รพ.ที่มีศักยภาพในการผลิตยาจากกัญชาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากมาย ปัจจุบันมีคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย โดยในปี 2563 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษากว่า 861 ราย ถึงแม้ในปี 2564-2565 ผู้รับบริการจะลดลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ผู้ป่วยก็สามารถเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์แผนไทยจากหน่วยบริการอื่นๆที่เปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยได้มากขึ้น โรคที่เข้ารับการรักษา 3 อันดับแรก คือ มะเร็ง อาการนอนไม่หลับ และปวดเรื้อรัง ปัจจุบัน มียากัญชา 4 ตำรับ ที่ใช้มากคือ น้ำมันกัญชาอาจารย์เดชาและยาสุขไศยาสน์ นอกจากคลินิกกัญชาแล้ว ที่นี่ยังสามารถผลิตยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอางได้ 33 รายการ โดยมีส่วนต่างกำไรคิดเป็น 113,000 บาท นับเป็นการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นพ.ธงชัย กล่าว

ทั้งนี้ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ในโรงพยาบาลมีโรคหลายโรคที่ใช้การแพทย์แผนไทยรักษาได้ดี เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคเรื้อรัง โรคนอนไม่หลับ การรักษาผู้ติดยาเสพติด ต้องพัฒนาให้แพทย์แผนไทยเป็นแพทย์เฉพาะทางในการดูแลรักษาโรคเหล่านี้
“คิดว่า ในระดับโรงพยาบาลศูนย์ฯ โรงพยาบาลทั่วไป หากแพทย์แผนปัจจุบันสั่งยาแผนไทยทดแทนยาแผนปัจจุบัน โดยอาศัยเภสัชกรเป็นดีเทลยาให้ข้อมูลแก่แพทย์ เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพแก่ประชาชน และต้องมีการจัดทำ program เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์ในการสั่งยาแผนไทยให้แก่ผู้ป่วยด้วย ส่วนทางด้านโรงงานผลิตยามีจุดอ่อนที่ค่อนข้างมาก เช่น มาตรฐาน demand-supply จำนวนรายการผลิตที่มากเกินไป ทำให้ขาดทุน ดังนั้นโรงพยาบาลที่มีการผลิตยา จึงควรได้มาตรฐาน WHO-GMP จำกัดการผลิตไม่เกิน 5-10 รายการยา เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และควรมีการวางแผนการผลิตยาในเขตสุขภาพอย่างเหมาะสมด้วย” นพ.ธงชัย กล่าว

